
เรียน ท่านผู้ปกครองนักเรียน
ท่านอาจพลั้งเผลอทำร้ายบุตรหลานของท่านลงไปแล้วโดยไม่ตั้งใจ ถ้าหากว่าท่านได้ตัดสินใจฝากบุตรหลานเข้าโรงเรียนอนุบาลอย่างขาดความรู้ในข้อเท็จจริง อันเป็นข้อมูลใหม่บางประการนี้
1. โรงเรียนอนุบาลไม่อยู่ในข่ายการศึกษาภาคบังคับ (การศึกษาพื้นฐาน) รัฐบาลไม่สามารถควบคุมเรื่องการจัดการศึกษาได้เลย จึงทำให้เกิดปัญหาความลักลั่นในการกำหนดหลักสูตร และการจัดการการเรียนการสอนของโรงเรียนอนุบาลทุกแห่ง นั่นคือ โรงเรียนอนุบาลบางแห่งทำการเตรียมความพร้อมให้เด็ก โดยไม่ยอมสอนอ่านหนังสือไทยแก่เด็กไทยแม้แต่น้อย เพียงเพื่อต้องการให้เด็กสอบเข้าไปเรียนชั้นป.1 ในโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย แต่มีโรงเรียนอนุบาลอีกหลายแห่งทำการสอนอ่านหนังสือไทยควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กไทย เพื่อจะให้เด็กสอบเข้าเรียนในชั้นป.1 ในโรงเรียนฝรั่ง ทั้งๆ ที่หนังสือเรียนสำหรับใช้สอนเด็กระดับนี้ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่มีอำนาจตรวจพิจารณาความถูกผิด เพราะขาดกฎหมายรองรับ กรณีนี้ก็มีช่องว่างระหว่างเด็กทั้งสองกลุ่มเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสติปัญญา พื้นฐานอารมณ์ การสังคม และแม้แต่พื้นฐานการใช้ภาษาไทย ความเข้าใจภาษาไทยก็ไม่เท่ากัน
2. สำหรับการศึกษาในภาคบังคับนั้น รัฐบาลกำหนดให้โรงเรียนระดับประถมศึกษาทั่วไปรับเด็กอายุ 7 ขวบ ทุกคนเข้าเรียนในชั้นป.1 ได้เลย ดังนั้นโรงเรียนทั่วๆ ไปในแต่ละโรงเรียน จึงมีเด็ก 3 ประเภทเข้าเรียนรวมกัน ได้แก่ 1. เด็กที่สอบเข้าเรียนต่อชั้นป. 1 ในโรงเรียนสาธิตไม่ได้ 2. เด็กที่สอบเข้าเรียนต่อชั้นป. 1 ในโรงเรียนฝรั่งไม่ได้ 3. เด็กที่ไม่เคยเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลใดๆ มาก่อน นี่เป็นความผิดพลาดขั้นร้ายแรงของระบบการศึกษาของชาติ เพราะเนื่องด้วยเหตุนี้โรงเรียนและครูผู้สอนก็ไม่สามารถวางแผน การจัดประสบการณ์การใช้ภาษาไทย และการเรียนรู้ภาษาไทยที่เหมาะสมกับหลักสูตรให้แก่เด็กทั้งสามกลุ่มอย่างลงตัวได้พร้อมๆ กัน ผลที่ตามมาก็คือ เด็กๆ เรียนไม่ทันเพื่อน จึงเกิดความเบื่อหน่ายต่อการเรียนในเวลาต่อมา
3. หนังสือเรียนภาษาไทยสำหรับเด็กชั้นป.1 ซึ่งกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำขึ้นนั้น เป็นการทำเพื่อจุดประสงค์ของการประนีประนอม แนวความคิดเรื่องการจัดหลักสูตรของนักวิชาการที่สำเร็จการศึกษามาจากแหล่งความรู้ต่างแหล่งกัน จึงเป็นการผสมผสานความบกพร่องกับความผิดพลาดเข้าไว้ด้วยกันอย่างมากมาย กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งคิดจัดทำตามหลักสูตรของอเมริกัน โดยกำหนดให้เด็กเรียนแบบลองผิดลองถูก ให้สอนการอ่านหนังสือไทยแก่เด็กที่โตแล้วเท่านั้น และใช้วิธีสอนอ่านหนังสือเป็นประโยคๆ คล้ายกับภาษาพูด โดยคิดว่าวุฒิภาวะของเด็กซึ่งโตแล้วมีมากพอสำหรับการเรียนอย่างใช้เหตุผล ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้ใช้ความถนัดของเด็กเป็นตัวตั้ง เน้นวิธีการสอนอ่านหนังสือไทยแบบสะกดคำแล้วจึงอ่าน อีกทั้งให้สอนอ่านหนังสือไทยได้ตั้งแต่ผู้เรียนยังเป็นเด็กเล็กอยู่ ก็นำเอาหลักสูตรแบบอังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น และอื่นๆ มาเป็นแนวทาง เพราะฉะนั้นในหนังสือเรียนเล่มเดียวนี้จึงมีการผิดฝาผิดตัวบังเกิดขึ้น นั่นคือการให้เด็กที่อ่านหนังสือไทยออกแล้ว ต้องมาเรียนการอ่านแบบสะกดคำซ้ำอีก แต่กับ
เด็กที่อ่านหนังสือไทยยังไม่ออก เพราะไม่เคยได้รับการสอนให้เรียนรู้วิธีอ่านหนังสือจากที่ใดมาก่อนเลย แต่กลับถูกสอนให้อ่านหนังสือไทยเป็นประโยคๆ ไป แล้วเด็กๆ จะรู้สึกอย่างไร แต่ที่สำคัญยิ่งและน่าเป็นห่วงกังวลมากที่สุด เป็นเรื่องของการให้เด็กที่มีความแตกต่างกัน ทั้งทางด้านพื้นฐานของอารมณ์ สติปัญญา และสังคม เพราะได้รับการอบรมมาไม่เหมือนกัน (บางคนได้ประสบการณ์จากชั้นอนุบาล) ต้องเข้าเรียนร่วมชั้นกับเด็กไร้เดียงสา ซึ่งไม่เคยเข้าเรียนที่ใดๆ มาก่อนเลย ในเมื่อพวกเขาต้องเรียนวิชาเดียวกัน เรียนด้วยวิธีเดียวกัน ขอถามว่าความสับสนอลหม่านทางด้านการใช้ภาษาไม่ถูก ความโกลาหลวุ่นวายเพราะสื่อความหมายกันไม่รู้เรื่อง จะไม่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันไปด้วยละหรือ เรื่องนี้เปรียบเทียบได้แก่การซักผ้าย้อมสีปนเปกับผ้าขาว สีย้อมย่อมตกคละเคล้าระคนปนเปื้อนกันเข้าบ้างเป็นแน่ แต่ก็ไม่มีใครเคยสนใจประมวลผลร้าย หรือคำนึงถึงความเสียหายอันเกิดจากข้อบกพร่องที่มีการจัดการศึกษาอย่างผิดพลาดขึ้นในประเทศไทยนี้เลย น่าเป็นห่วงอนาคตของชาติและประชาชนคนไทยจริงๆ ยิ่งเมื่อได้อ่านเหตุผลตรงหน้าคำนำของหนังสือเรียนภาษาไทย ว่าเป็นการสอนภาษาไทยขั้นพื้นฐาน (ฟัง พูด อ่าน เขียน) ให้แก่เด็กไทยด้วยแล้ว ก็นับเข้าเป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้องได้อย่างแน่แท้ ทั้งนี้เพราะการจัดทำหนังสือเรียนเล่มนี้ นอกจากเป็นการจัดทำซึ่งผิดฝาผิดตัวดังกล่าวแล้ว การจัดทำยังผิดกับหลักการดั้งเดิมของวิธีการสอนอ่านหนังสือไทย ซึ่งบรรพชนของไทยในอดีตได้สร้างกำหนดกฎเกณฑ์เป็นแบบอย่างเอาไว้ตั้งแต่โบราณกาลอีกด้วย ในเรื่องนี้จึงสามารถใช้ยืนยันความไม่รู้จริงของคณะผู้จัดทำหนังสือเรียนคณะนี้ได้อย่างถ่องแท้ว่า พวกท่านไม่เข้าใจกระบวนการการเรียนรู้การพูดภาษาไทย กับกระบวนการเรียนรู้การอ่านหนังสือไทยว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะการนำเอาวิชาการซึ่งมีวิธีการรับรู้ที่แตกต่างกัน มาให้เด็กเรียนรู้ด้วยวิธีการเดียวกัน มันต้องเป็นไปไม่ได้แน่ เพราะกระบวนการเรียนรู้มันจะไม่เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด ก็ในเมื่อการอ่านคือการว่าตามตัวหนังสือเป็นการรับรู้ทางตา ส่วนการพูดคือการเปล่งเสียงเป็นถ้อยคำ (ว่า) จากความรู้สึกนึกคิดซึ่งจำได้หมายรู้ (รับรู้ทางหูไว้นานจนเข้าใจดี) อยู่ก่อนแล้ว
ผมมีความเห็นว่าการจัดประสบการณ์ภาษาไทยให้เด็กเรียนฟัง พูด อ่าน เขียน และคิด อย่างเป็นองค์รวมในเวลาไล่เลี่ยกันหรือในเวลาเดียวกัน เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นต้องทำเพราะการเรียนรู้จะได้เกิดขึ้นแก่เด็กอย่างเป็นระบบมีทักษะครบวงจรห้ารูปแบบพร้อมๆ กัน นับว่าเป็นสิ่งถูกต้องที่สุดสำหรับการเรียนรู้ภาษาใดก็ตามที่มีตัวหนังสือเป็นอนุพันธ์ของภาษาด้วย เช่นภาษาไทยของเรา องค์คุณแห่งความรู้และทักษะชนิดที่ครบองค์รวม ซึ่งเกิดขึ้นในตัวเด็กอย่างทัดเทียมกันของเด็กแต่ละคน จะส่งเสริมให้เด็กทุกคนเรียนอย่างมีความสุข พวกเขาจะไม่เฉื่อยหรือล้าเมื่อต้องเพิ่มพูนเนื้อหาของการเรียนรู้วิชาการอื่นๆ ในเวลาต่อไปข้างหน้าอย่างแน่นอน ผมกล้ารับประกันทั้งนี้เพราะพื้นฐานภาษาไทยของเด็กแน่นหนาดีมาก ที่นี้ไม่ว่าใครต่อใครจะส่งสารหรือสื่อความใดๆ รูปแบบใดมายังเด็ก เด็กก็จะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งและรวดเร็ว นั่นคือการมีเชาว์ไว ไหวพริบหรือปฏิภาณที่ยอดเยี่ยมต่อการรับรู้ปัญหา และการแก้ไขปัญหาต่อไป ซึ่งเรื่องอย่างนี้ก็ยังไม่มีใครคิดหาวิธีการอันเหมาะสมได้เลยในระบบการศึกษาของไทยและของโลก
ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการสอนเด็กที่ใช้สอนกันอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เห็นด้วยกับการใช้หนังสือเรียนภาษาไทยเล่มนี้หรือเล่มอื่นๆ ซึ่งจัดทำตามแนวทางที่ผิด อันขัดกับหลักการดั้งเดิม (โดยท่านโบราณจารย์ได้ทำเป็นแบบอย่างไว้แล้ว) มาเป็นอุปกรณ์การเรียนและการสอน (คอยอ่านมองความล้มเหลวของการศึกษาไทยจากฐานรากผ่านหลักสูตร สื่อการเรียนและวิธีสอนโดย กมล วิชิตสรสาตร์) สำหรับข้อบกพร่องตรงจุดนี้ก็คือ การมีความพยายามจะสร้างความสับสนฝากไว้แก่ผู้ใช้หนังสือเรียนเล่มนี้ด้วยการทำให้เข้าใจว่า “การสอนอ่านหนังสือไทยซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งกับการสอนพูดภาษาไทย ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งนั้นที่แท้ต้องใช้วิธีเดียวกัน เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน” นี่จึงใช้ไม่ได้ วิธีการมันผิดขั้นตอนของความเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้สอนเด็กนักเรียนทั้งสามกลุ่ม ซึ่งถูกจัดให้เรียนรวมกันก็ผิด เพราะขัดกับคุณสมบัติของผู้ที่จะเรียนแต่ละกลุ่มดังกล่าวข้างต้น และถ้าหากว่าผู้จัดทำหนังสือเรียนฯ คณะนี้สามารถทำให้การรวมเรื่องทั้งสองเรื่องเข้าเป็นเรื่องเดียวกันได้จริง ก็คงจะทำการสอนคนไทยบางคน ซึ่งหูหนวกให้พูดภาษาไทยได้ชนิดที่ฟังกันรู้เรื่องให้เกิดเป็นผลสำเร็จขึ้นบ้างแล้ว ยังมีความผิดอื่นอีกมากเกี่ยวกับหนังสือเรียนภาษาไทย และคนไทยทุกคนต้องได้พบด้วยตัวเองต่อไปข้างหน้า โดยจะถือหรือบันทึกว่าเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาซึ่งตอบสนองการจัดทำหนังสือเรียนที่ผิด และการเรียนการสอนที่สับสนแบบนี้ก็ย่อมได้ นี่ไม่ใช่ตีขลุมมันเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อมีผู้นำเอาแนวทางของหนังสือเรียนนี้ไปใช้เพื่อการสอนอ่านหนังสือไทยกับการสอนพูดภาษาไทยให้แก่เด็กไทยทั่วไป อันเป็นการปูพื้นภาษาไทยเบื้องต้นนั้นเอง กล่าวคือ ในระหว่างที่การเรียนการสอนกำลังดำเนินอยู่จะทำให้ผู้เรียนซึ่งยังเป็นเด็กมีความคับข้องใจ (นิวรณ์) เพราะความเครียดจัดเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า แต่พวกเขาอาจถูกความกลัวคอยครอบงำให้จำต้องเก็บกดความรู้สึกต่างๆ นั้นเอาไว้แบบสะสม ครั้นเมื่อโตขึ้นย่างเข้าสู่วัยรุ่นด้วยแรงกระตุ้นของฮอร์โมน ซึ่งเป็นพลังตามธรรมชาติทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการขับเคลื่อนความอยาก (ตัณหา) ในทุกทิศทุกทางทั้งยังมีสิ่งเร้าใจจากภายนอก (อายตนะ) ผสมโรงเข้ายั่วยุด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความคับข้องใจซึ่งถูกเก็บกดไว้นานๆ โดยผ่านการหมักหมมบ่มเพาะจนกลายสภาพเป็นกิเลสพอกพูนจนหนาเตอะ ก็จะระเบิดเปรี้ยงปร้างออกมา เพราะสุดหนทางสะกัดกั้นเอาไว้ได้อีก จึงเท่ากับว่าบรรดาวัยรุ่นทั้งหลายต่างถูกบังคับให้ต้องปลดปล่อยความคับข้องใจด้วยการแสดงออกอย่างขาดสำนึกที่ดี ขาดความยั้งคิดหรือขาดสติเสียแล้ว ดังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ เช่น เล่นการพนัน หนีโรงเรียน เสพยาบ้า ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ประพฤติผิดเรื่องเพศ เป็นผู้ร้ายทางกาม ฆ่าตัวตาย และทำกิจกรรมอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงความมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไป อันการณ์ทั้งปวงล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงผลข้างเคียงและผลกระทบที่เกิดตามมาภายหลัง คือหลังจากเด็กนักเรียนได้เรียนภาษาไทยพื้นฐานตามวิธีการซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับที่มีอยู่ในหนังสือเรียนภาษาไทยเล่มนี้ แล้วก่อตัวเป็นแรงจูงใจให้เด็กไทยก่อกรรมกระทำผิดแบบทั้งสิ้น (สถิติของกรมราชทัณฑ์ ระบุว่าผู้ต้องโทษต่างเคยเรียนหนังสือ) และเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวก็ทำให้แผ่นดินไทยลุกเป็นไฟได้ ท่านคงสังเกตเห็นว่าสังคมไทยในขณะนี้มีผู้คนที่กำลังป่วยทางจิตอย่างหนักเข้าขั้นโคม่า (ตรีทูต) อยู่เต็มเมืองไปหมด แต่ผู้ทำการเยียวยาแก้ไข (นักวิชาการ) ทุกคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เหมือนผมก็ไม่เข้าใจ จึงต่างพากันมองข้ามความเลวร้ายตรงจุดนี้ไปจนหมดสิ้นเช่นกัน แล้วหันไปกล่าวโทษว่าผู้สร้างปัญหาให้สังคมเพราะมีครอบครัวแตกแยกเป็นสาเหตุบ้าง หรือเรื่องอื่นๆ เป็นต้นเหตุบ้าง ก็ตามแต่บรรดาท่านผู้รู้ทั้งหลายจะนึกได้หรือคิดออกในขณะที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่เจื้อยแจ้ว ซึ่งสรุปแล้วจะเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นเสียทั้งนั้น ท่านจึงแก้ปัญหาภายในชาติไม่ได้สักที ครับเจ้านาย
ท่านผู้ปกครองนักเรียนครับ ท่านอย่าท้อแท้ถึงกับสิ้นหวังทุกปัญหาเมื่อได้พบต้นเหตุอันแท้จริงของปัญหาแล้วต้องแก้ไขได้ เมื่อครั้งที่ผมฉุกคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมานั้น ผมตกลงใจยอมสูญเสียโอกาสแสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพการงานให้แก่ตัวเอง ผมหยุดทุกอย่างหมด ผมทุ่มเทเวลานานมากกว่า 10 ปี เพื่อค้นคว้าหาร่องรอยของความเป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยจำเพาะเจาะจง และหาวิธีการแก้ไขอยู่ตามลำพัง จนกระทั่งผมแน่ใจว่าสามารถทำได้สำเร็จและอาจช่วยขจัดทุกข์ให้ท่านได้ ผมขอเรียนท่านอย่างตรงไปตรงมาถึงเวลาที่ผมต้องขอความร่วมมือจากท่านบ้างแล้ว ผมขอแนะนำท่านอย่างนี้ครับ ถ้าท่านไม่คิดทำร้ายบุตรหลานให้เป็นบาปเวร และเป็นกรรมติดตัวไปในภายภาคหน้า ท่านควรสั่งซื้อวิดีโอ “หลักการเบื้องต้นของวิธีสอนอ่านหนังสือไทยอย่างถูกวิธีสำหรับผู้รู้และผู้ไม่รู้หนังสือ” ผมขอเน้นย้ำคำว่า “อย่างถูกวิธี” และท่านต้องสั่งซื้ออย่างเร่งรีบด้วย เพื่อให้ทันต่อการนำไปช่วยแก้ไขสถานการณ์อันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นได้ทันเวลาก่อนจะสายเกินไป ผมมีข้อมูลสนับสนุนมากมายว่าการกระทำพลาดของบรรดาผู้ปกครองในเรื่องนี้ นอกจากส่งผลแก่ลูกหลานโดยตรงแล้ว ยังมีผลสะท้อนถึงตัวท่านผู้ปกครองเหล่านั้นหลายท่านอีกด้วย เป็นต้นว่า ถูกทอดทิ้งเมื่อสูงอายุจนต้องไปอยู่บ้านคนชราบางแค ถูกลูกหลานปองร้ายหมายชีวิต และอื่นๆ อีก ซึ่งมีมากมายหลายกรณีด้วยกัน
ถ้าท่านไม่มั่นใจ ไม่กล้าสั่งซื้อเพราะยังขาดศรัทธาในสิ่งที่ผมกล่าว ผมขอเรียนว่า ผมยังมีข้อเขียนเรื่องนี้ฉบับขยายความที่เปิดเผยข้อเท็จจริง และมีการเปรียบเทียบข้อมูลชัดๆ เพื่อให้ท่านศึกษารายละเอียดเป็นการเพิ่มเติม เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ท่านสำหรับการตัดสินใจสั่งซื้อวิดีโอนี้ ขอได้โปรดแจ้งความประสงค์พร้อมส่งค่าถ่ายเอกสาร 20 บาทมายังผม ผมจะรีบจัดสำเนาเอกสารส่งไปให้ท่านทันที กรุณาระบุชื่อ ที่อยู่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรหัสไปรษณีย์ ซึ่งส่วนมากมักจะลืมกัน ขอบพระคุณครับ
ขอแสดงความนับถือ
________________
(นายกมล วิชิตสรสาตร์)
ท่านอาจพลั้งเผลอทำร้ายบุตรหลานของท่านลงไปแล้วโดยไม่ตั้งใจ ถ้าหากว่าท่านได้ตัดสินใจฝากบุตรหลานเข้าโรงเรียนอนุบาลอย่างขาดความรู้ในข้อเท็จจริง อันเป็นข้อมูลใหม่บางประการนี้
1. โรงเรียนอนุบาลไม่อยู่ในข่ายการศึกษาภาคบังคับ (การศึกษาพื้นฐาน) รัฐบาลไม่สามารถควบคุมเรื่องการจัดการศึกษาได้เลย จึงทำให้เกิดปัญหาความลักลั่นในการกำหนดหลักสูตร และการจัดการการเรียนการสอนของโรงเรียนอนุบาลทุกแห่ง นั่นคือ โรงเรียนอนุบาลบางแห่งทำการเตรียมความพร้อมให้เด็ก โดยไม่ยอมสอนอ่านหนังสือไทยแก่เด็กไทยแม้แต่น้อย เพียงเพื่อต้องการให้เด็กสอบเข้าไปเรียนชั้นป.1 ในโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัย แต่มีโรงเรียนอนุบาลอีกหลายแห่งทำการสอนอ่านหนังสือไทยควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กไทย เพื่อจะให้เด็กสอบเข้าเรียนในชั้นป.1 ในโรงเรียนฝรั่ง ทั้งๆ ที่หนังสือเรียนสำหรับใช้สอนเด็กระดับนี้ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่มีอำนาจตรวจพิจารณาความถูกผิด เพราะขาดกฎหมายรองรับ กรณีนี้ก็มีช่องว่างระหว่างเด็กทั้งสองกลุ่มเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสติปัญญา พื้นฐานอารมณ์ การสังคม และแม้แต่พื้นฐานการใช้ภาษาไทย ความเข้าใจภาษาไทยก็ไม่เท่ากัน
2. สำหรับการศึกษาในภาคบังคับนั้น รัฐบาลกำหนดให้โรงเรียนระดับประถมศึกษาทั่วไปรับเด็กอายุ 7 ขวบ ทุกคนเข้าเรียนในชั้นป.1 ได้เลย ดังนั้นโรงเรียนทั่วๆ ไปในแต่ละโรงเรียน จึงมีเด็ก 3 ประเภทเข้าเรียนรวมกัน ได้แก่ 1. เด็กที่สอบเข้าเรียนต่อชั้นป. 1 ในโรงเรียนสาธิตไม่ได้ 2. เด็กที่สอบเข้าเรียนต่อชั้นป. 1 ในโรงเรียนฝรั่งไม่ได้ 3. เด็กที่ไม่เคยเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลใดๆ มาก่อน นี่เป็นความผิดพลาดขั้นร้ายแรงของระบบการศึกษาของชาติ เพราะเนื่องด้วยเหตุนี้โรงเรียนและครูผู้สอนก็ไม่สามารถวางแผน การจัดประสบการณ์การใช้ภาษาไทย และการเรียนรู้ภาษาไทยที่เหมาะสมกับหลักสูตรให้แก่เด็กทั้งสามกลุ่มอย่างลงตัวได้พร้อมๆ กัน ผลที่ตามมาก็คือ เด็กๆ เรียนไม่ทันเพื่อน จึงเกิดความเบื่อหน่ายต่อการเรียนในเวลาต่อมา
3. หนังสือเรียนภาษาไทยสำหรับเด็กชั้นป.1 ซึ่งกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำขึ้นนั้น เป็นการทำเพื่อจุดประสงค์ของการประนีประนอม แนวความคิดเรื่องการจัดหลักสูตรของนักวิชาการที่สำเร็จการศึกษามาจากแหล่งความรู้ต่างแหล่งกัน จึงเป็นการผสมผสานความบกพร่องกับความผิดพลาดเข้าไว้ด้วยกันอย่างมากมาย กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งคิดจัดทำตามหลักสูตรของอเมริกัน โดยกำหนดให้เด็กเรียนแบบลองผิดลองถูก ให้สอนการอ่านหนังสือไทยแก่เด็กที่โตแล้วเท่านั้น และใช้วิธีสอนอ่านหนังสือเป็นประโยคๆ คล้ายกับภาษาพูด โดยคิดว่าวุฒิภาวะของเด็กซึ่งโตแล้วมีมากพอสำหรับการเรียนอย่างใช้เหตุผล ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้ใช้ความถนัดของเด็กเป็นตัวตั้ง เน้นวิธีการสอนอ่านหนังสือไทยแบบสะกดคำแล้วจึงอ่าน อีกทั้งให้สอนอ่านหนังสือไทยได้ตั้งแต่ผู้เรียนยังเป็นเด็กเล็กอยู่ ก็นำเอาหลักสูตรแบบอังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น และอื่นๆ มาเป็นแนวทาง เพราะฉะนั้นในหนังสือเรียนเล่มเดียวนี้จึงมีการผิดฝาผิดตัวบังเกิดขึ้น นั่นคือการให้เด็กที่อ่านหนังสือไทยออกแล้ว ต้องมาเรียนการอ่านแบบสะกดคำซ้ำอีก แต่กับ
เด็กที่อ่านหนังสือไทยยังไม่ออก เพราะไม่เคยได้รับการสอนให้เรียนรู้วิธีอ่านหนังสือจากที่ใดมาก่อนเลย แต่กลับถูกสอนให้อ่านหนังสือไทยเป็นประโยคๆ ไป แล้วเด็กๆ จะรู้สึกอย่างไร แต่ที่สำคัญยิ่งและน่าเป็นห่วงกังวลมากที่สุด เป็นเรื่องของการให้เด็กที่มีความแตกต่างกัน ทั้งทางด้านพื้นฐานของอารมณ์ สติปัญญา และสังคม เพราะได้รับการอบรมมาไม่เหมือนกัน (บางคนได้ประสบการณ์จากชั้นอนุบาล) ต้องเข้าเรียนร่วมชั้นกับเด็กไร้เดียงสา ซึ่งไม่เคยเข้าเรียนที่ใดๆ มาก่อนเลย ในเมื่อพวกเขาต้องเรียนวิชาเดียวกัน เรียนด้วยวิธีเดียวกัน ขอถามว่าความสับสนอลหม่านทางด้านการใช้ภาษาไม่ถูก ความโกลาหลวุ่นวายเพราะสื่อความหมายกันไม่รู้เรื่อง จะไม่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันไปด้วยละหรือ เรื่องนี้เปรียบเทียบได้แก่การซักผ้าย้อมสีปนเปกับผ้าขาว สีย้อมย่อมตกคละเคล้าระคนปนเปื้อนกันเข้าบ้างเป็นแน่ แต่ก็ไม่มีใครเคยสนใจประมวลผลร้าย หรือคำนึงถึงความเสียหายอันเกิดจากข้อบกพร่องที่มีการจัดการศึกษาอย่างผิดพลาดขึ้นในประเทศไทยนี้เลย น่าเป็นห่วงอนาคตของชาติและประชาชนคนไทยจริงๆ ยิ่งเมื่อได้อ่านเหตุผลตรงหน้าคำนำของหนังสือเรียนภาษาไทย ว่าเป็นการสอนภาษาไทยขั้นพื้นฐาน (ฟัง พูด อ่าน เขียน) ให้แก่เด็กไทยด้วยแล้ว ก็นับเข้าเป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้องได้อย่างแน่แท้ ทั้งนี้เพราะการจัดทำหนังสือเรียนเล่มนี้ นอกจากเป็นการจัดทำซึ่งผิดฝาผิดตัวดังกล่าวแล้ว การจัดทำยังผิดกับหลักการดั้งเดิมของวิธีการสอนอ่านหนังสือไทย ซึ่งบรรพชนของไทยในอดีตได้สร้างกำหนดกฎเกณฑ์เป็นแบบอย่างเอาไว้ตั้งแต่โบราณกาลอีกด้วย ในเรื่องนี้จึงสามารถใช้ยืนยันความไม่รู้จริงของคณะผู้จัดทำหนังสือเรียนคณะนี้ได้อย่างถ่องแท้ว่า พวกท่านไม่เข้าใจกระบวนการการเรียนรู้การพูดภาษาไทย กับกระบวนการเรียนรู้การอ่านหนังสือไทยว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะการนำเอาวิชาการซึ่งมีวิธีการรับรู้ที่แตกต่างกัน มาให้เด็กเรียนรู้ด้วยวิธีการเดียวกัน มันต้องเป็นไปไม่ได้แน่ เพราะกระบวนการเรียนรู้มันจะไม่เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด ก็ในเมื่อการอ่านคือการว่าตามตัวหนังสือเป็นการรับรู้ทางตา ส่วนการพูดคือการเปล่งเสียงเป็นถ้อยคำ (ว่า) จากความรู้สึกนึกคิดซึ่งจำได้หมายรู้ (รับรู้ทางหูไว้นานจนเข้าใจดี) อยู่ก่อนแล้ว
ผมมีความเห็นว่าการจัดประสบการณ์ภาษาไทยให้เด็กเรียนฟัง พูด อ่าน เขียน และคิด อย่างเป็นองค์รวมในเวลาไล่เลี่ยกันหรือในเวลาเดียวกัน เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นต้องทำเพราะการเรียนรู้จะได้เกิดขึ้นแก่เด็กอย่างเป็นระบบมีทักษะครบวงจรห้ารูปแบบพร้อมๆ กัน นับว่าเป็นสิ่งถูกต้องที่สุดสำหรับการเรียนรู้ภาษาใดก็ตามที่มีตัวหนังสือเป็นอนุพันธ์ของภาษาด้วย เช่นภาษาไทยของเรา องค์คุณแห่งความรู้และทักษะชนิดที่ครบองค์รวม ซึ่งเกิดขึ้นในตัวเด็กอย่างทัดเทียมกันของเด็กแต่ละคน จะส่งเสริมให้เด็กทุกคนเรียนอย่างมีความสุข พวกเขาจะไม่เฉื่อยหรือล้าเมื่อต้องเพิ่มพูนเนื้อหาของการเรียนรู้วิชาการอื่นๆ ในเวลาต่อไปข้างหน้าอย่างแน่นอน ผมกล้ารับประกันทั้งนี้เพราะพื้นฐานภาษาไทยของเด็กแน่นหนาดีมาก ที่นี้ไม่ว่าใครต่อใครจะส่งสารหรือสื่อความใดๆ รูปแบบใดมายังเด็ก เด็กก็จะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งและรวดเร็ว นั่นคือการมีเชาว์ไว ไหวพริบหรือปฏิภาณที่ยอดเยี่ยมต่อการรับรู้ปัญหา และการแก้ไขปัญหาต่อไป ซึ่งเรื่องอย่างนี้ก็ยังไม่มีใครคิดหาวิธีการอันเหมาะสมได้เลยในระบบการศึกษาของไทยและของโลก
ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการสอนเด็กที่ใช้สอนกันอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เห็นด้วยกับการใช้หนังสือเรียนภาษาไทยเล่มนี้หรือเล่มอื่นๆ ซึ่งจัดทำตามแนวทางที่ผิด อันขัดกับหลักการดั้งเดิม (โดยท่านโบราณจารย์ได้ทำเป็นแบบอย่างไว้แล้ว) มาเป็นอุปกรณ์การเรียนและการสอน (คอยอ่านมองความล้มเหลวของการศึกษาไทยจากฐานรากผ่านหลักสูตร สื่อการเรียนและวิธีสอนโดย กมล วิชิตสรสาตร์) สำหรับข้อบกพร่องตรงจุดนี้ก็คือ การมีความพยายามจะสร้างความสับสนฝากไว้แก่ผู้ใช้หนังสือเรียนเล่มนี้ด้วยการทำให้เข้าใจว่า “การสอนอ่านหนังสือไทยซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งกับการสอนพูดภาษาไทย ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งนั้นที่แท้ต้องใช้วิธีเดียวกัน เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน” นี่จึงใช้ไม่ได้ วิธีการมันผิดขั้นตอนของความเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้สอนเด็กนักเรียนทั้งสามกลุ่ม ซึ่งถูกจัดให้เรียนรวมกันก็ผิด เพราะขัดกับคุณสมบัติของผู้ที่จะเรียนแต่ละกลุ่มดังกล่าวข้างต้น และถ้าหากว่าผู้จัดทำหนังสือเรียนฯ คณะนี้สามารถทำให้การรวมเรื่องทั้งสองเรื่องเข้าเป็นเรื่องเดียวกันได้จริง ก็คงจะทำการสอนคนไทยบางคน ซึ่งหูหนวกให้พูดภาษาไทยได้ชนิดที่ฟังกันรู้เรื่องให้เกิดเป็นผลสำเร็จขึ้นบ้างแล้ว ยังมีความผิดอื่นอีกมากเกี่ยวกับหนังสือเรียนภาษาไทย และคนไทยทุกคนต้องได้พบด้วยตัวเองต่อไปข้างหน้า โดยจะถือหรือบันทึกว่าเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาซึ่งตอบสนองการจัดทำหนังสือเรียนที่ผิด และการเรียนการสอนที่สับสนแบบนี้ก็ย่อมได้ นี่ไม่ใช่ตีขลุมมันเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อมีผู้นำเอาแนวทางของหนังสือเรียนนี้ไปใช้เพื่อการสอนอ่านหนังสือไทยกับการสอนพูดภาษาไทยให้แก่เด็กไทยทั่วไป อันเป็นการปูพื้นภาษาไทยเบื้องต้นนั้นเอง กล่าวคือ ในระหว่างที่การเรียนการสอนกำลังดำเนินอยู่จะทำให้ผู้เรียนซึ่งยังเป็นเด็กมีความคับข้องใจ (นิวรณ์) เพราะความเครียดจัดเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า แต่พวกเขาอาจถูกความกลัวคอยครอบงำให้จำต้องเก็บกดความรู้สึกต่างๆ นั้นเอาไว้แบบสะสม ครั้นเมื่อโตขึ้นย่างเข้าสู่วัยรุ่นด้วยแรงกระตุ้นของฮอร์โมน ซึ่งเป็นพลังตามธรรมชาติทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการขับเคลื่อนความอยาก (ตัณหา) ในทุกทิศทุกทางทั้งยังมีสิ่งเร้าใจจากภายนอก (อายตนะ) ผสมโรงเข้ายั่วยุด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความคับข้องใจซึ่งถูกเก็บกดไว้นานๆ โดยผ่านการหมักหมมบ่มเพาะจนกลายสภาพเป็นกิเลสพอกพูนจนหนาเตอะ ก็จะระเบิดเปรี้ยงปร้างออกมา เพราะสุดหนทางสะกัดกั้นเอาไว้ได้อีก จึงเท่ากับว่าบรรดาวัยรุ่นทั้งหลายต่างถูกบังคับให้ต้องปลดปล่อยความคับข้องใจด้วยการแสดงออกอย่างขาดสำนึกที่ดี ขาดความยั้งคิดหรือขาดสติเสียแล้ว ดังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ เช่น เล่นการพนัน หนีโรงเรียน เสพยาบ้า ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ประพฤติผิดเรื่องเพศ เป็นผู้ร้ายทางกาม ฆ่าตัวตาย และทำกิจกรรมอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงความมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไป อันการณ์ทั้งปวงล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงผลข้างเคียงและผลกระทบที่เกิดตามมาภายหลัง คือหลังจากเด็กนักเรียนได้เรียนภาษาไทยพื้นฐานตามวิธีการซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับที่มีอยู่ในหนังสือเรียนภาษาไทยเล่มนี้ แล้วก่อตัวเป็นแรงจูงใจให้เด็กไทยก่อกรรมกระทำผิดแบบทั้งสิ้น (สถิติของกรมราชทัณฑ์ ระบุว่าผู้ต้องโทษต่างเคยเรียนหนังสือ) และเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวก็ทำให้แผ่นดินไทยลุกเป็นไฟได้ ท่านคงสังเกตเห็นว่าสังคมไทยในขณะนี้มีผู้คนที่กำลังป่วยทางจิตอย่างหนักเข้าขั้นโคม่า (ตรีทูต) อยู่เต็มเมืองไปหมด แต่ผู้ทำการเยียวยาแก้ไข (นักวิชาการ) ทุกคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เหมือนผมก็ไม่เข้าใจ จึงต่างพากันมองข้ามความเลวร้ายตรงจุดนี้ไปจนหมดสิ้นเช่นกัน แล้วหันไปกล่าวโทษว่าผู้สร้างปัญหาให้สังคมเพราะมีครอบครัวแตกแยกเป็นสาเหตุบ้าง หรือเรื่องอื่นๆ เป็นต้นเหตุบ้าง ก็ตามแต่บรรดาท่านผู้รู้ทั้งหลายจะนึกได้หรือคิดออกในขณะที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่เจื้อยแจ้ว ซึ่งสรุปแล้วจะเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นเสียทั้งนั้น ท่านจึงแก้ปัญหาภายในชาติไม่ได้สักที ครับเจ้านาย
ท่านผู้ปกครองนักเรียนครับ ท่านอย่าท้อแท้ถึงกับสิ้นหวังทุกปัญหาเมื่อได้พบต้นเหตุอันแท้จริงของปัญหาแล้วต้องแก้ไขได้ เมื่อครั้งที่ผมฉุกคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมานั้น ผมตกลงใจยอมสูญเสียโอกาสแสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพการงานให้แก่ตัวเอง ผมหยุดทุกอย่างหมด ผมทุ่มเทเวลานานมากกว่า 10 ปี เพื่อค้นคว้าหาร่องรอยของความเป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยจำเพาะเจาะจง และหาวิธีการแก้ไขอยู่ตามลำพัง จนกระทั่งผมแน่ใจว่าสามารถทำได้สำเร็จและอาจช่วยขจัดทุกข์ให้ท่านได้ ผมขอเรียนท่านอย่างตรงไปตรงมาถึงเวลาที่ผมต้องขอความร่วมมือจากท่านบ้างแล้ว ผมขอแนะนำท่านอย่างนี้ครับ ถ้าท่านไม่คิดทำร้ายบุตรหลานให้เป็นบาปเวร และเป็นกรรมติดตัวไปในภายภาคหน้า ท่านควรสั่งซื้อวิดีโอ “หลักการเบื้องต้นของวิธีสอนอ่านหนังสือไทยอย่างถูกวิธีสำหรับผู้รู้และผู้ไม่รู้หนังสือ” ผมขอเน้นย้ำคำว่า “อย่างถูกวิธี” และท่านต้องสั่งซื้ออย่างเร่งรีบด้วย เพื่อให้ทันต่อการนำไปช่วยแก้ไขสถานการณ์อันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นได้ทันเวลาก่อนจะสายเกินไป ผมมีข้อมูลสนับสนุนมากมายว่าการกระทำพลาดของบรรดาผู้ปกครองในเรื่องนี้ นอกจากส่งผลแก่ลูกหลานโดยตรงแล้ว ยังมีผลสะท้อนถึงตัวท่านผู้ปกครองเหล่านั้นหลายท่านอีกด้วย เป็นต้นว่า ถูกทอดทิ้งเมื่อสูงอายุจนต้องไปอยู่บ้านคนชราบางแค ถูกลูกหลานปองร้ายหมายชีวิต และอื่นๆ อีก ซึ่งมีมากมายหลายกรณีด้วยกัน
ถ้าท่านไม่มั่นใจ ไม่กล้าสั่งซื้อเพราะยังขาดศรัทธาในสิ่งที่ผมกล่าว ผมขอเรียนว่า ผมยังมีข้อเขียนเรื่องนี้ฉบับขยายความที่เปิดเผยข้อเท็จจริง และมีการเปรียบเทียบข้อมูลชัดๆ เพื่อให้ท่านศึกษารายละเอียดเป็นการเพิ่มเติม เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ท่านสำหรับการตัดสินใจสั่งซื้อวิดีโอนี้ ขอได้โปรดแจ้งความประสงค์พร้อมส่งค่าถ่ายเอกสาร 20 บาทมายังผม ผมจะรีบจัดสำเนาเอกสารส่งไปให้ท่านทันที กรุณาระบุชื่อ ที่อยู่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรหัสไปรษณีย์ ซึ่งส่วนมากมักจะลืมกัน ขอบพระคุณครับ
ขอแสดงความนับถือ
________________
(นายกมล วิชิตสรสาตร์)
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น