วันพฤหัสบดี, เมษายน 3, 2008


เรื่อง ขอเสนอข้อมูลใหม่เพื่อการแก้ไขปัญหาสังคมไทย และปัญหาคนไทยไม่รักการอ่านหนังสือ
เรียน
เมื่อคุณเห็นคนไทยสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในสังคมไทยทุกๆวันและนับวันมีแต่จะเพิ่มจำนวนคนมากขึ้นไปอีก คุณเคยฉุกคิดหรือไม่ว่า ปัญหานี้น่าจะเป็นผลสัมฤทธิ์จากการให้การศึกษาทางด้านภาษาไทยแก่ประชาชนคนไทยอย่างผิดๆของกระทรวงศึกษาธิการ ในหลายปีที่ผ่านมานั้นเอง การกล่าวเช่นนี้มีเหตุผลที่ควรรับรู้ เนื่องเพราะคนไทยทุกคนนับตั้งแต่เด็กเล็กวัยสามขวบขึ้นไป ต่างถูกบังคับด้วยกติกาของสังคมและกฏหมายให้ใช้เวลาเกือบทั้งวันและเกือบทุกวัน เกี่ยวข้องกับการศึกษา ผลที่ปรากฏจึงเป็นอย่างที่คุณเห็นและได้ยินแต่คุณเคยรู้สึกกังวลหรือไม่ว่า สักวันหนึ่งความเลวร้ายอาจมากระทบถึงตัวคุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเช่นนั้น ทำไมเราไม่ร่วมรับรู้ถึงต้นเหตุอันแท้จริงของปัญหาไปพร้อมๆกัน เป็นการรับรู้ปัญหาร่วมกัน อันแสดงถึงความห่วงใยที่เรามีต่อสังคมไทยในขณะที่สังคมกำลังเดือดร้อน และเมื่อเรารู้ว่าต้นเหตุแห่งปัญหามีความเป็นมาอย่างไร เราจะได้ช่วยกันจัดเตรียมวิธีการป้องกันเหตุร้ายได้อย่างพรักพร้อม อย่างน้อยก็เป็นการรับมือเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นแก่คนที่ใกล้ชิดเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเราต้องไม่ยินยอมให้คนที่เรารักเป็นผู้สร้างความวุ่นวายที่เป็นปัญหาสังคมเหล่านั้นขึ้นเสียเองอย่างเด็ดขาด
ในช่วงเวลา 19 ปีที่ผมเคยทำงานรับใช้ประชาชนให้บริการเกี่ยวกับการช่วยค้นคว้าหาข้อมูลและตอบปัญหาเรื่องหนังสือที่มีอยู่ภายในหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร ผมสังเกตพฤติกรรมของนักศึกษาและเด็กนักเรียนหญิงชายผู้อ่านหนังสือในขณะค้นคว้าหาความรู้ พบว่าต่างก็มีอาการแสดงออกแปลกๆกันไป ผมสันนิษฐานว่า น่าจะเกิดขึ้นเพราะหนังสือเป็นเหตุ หรือมิฉะนั้นก็ต้องเป็นปัจยาการอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ผมยังค้นพบเหตุผลซึ่งน่าจะเป็นคำตอบอย่างถูกต้องของคำถามว่า “ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงสั่งสอนพุทธบริษัทด้วยวิธีมุขปาฐะ (พูดปากเปล่า) โดยตลอดพระชนม์ชีพของพระพุทธองค์เพียงอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ในยุคนั้นอักขระ (ตัวหนังสือ) ก็มีใช้กันอยู่ทั่วไปแล้ว” นั่นคงเป็นเพราะความเป็นสัพพัญญูของพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ชัดเจนว่า “สัจจะคือสิ่งที่มนุษย์ปรารถนาจะมอบให้แก่กัน มนุษย์จึงกำหนดเป็นอาณัติสัญญาณ แล้วมนุษย์ก็สร้างภาษาเป็นสัญลักษณ์เพื่อใช้แทนอาณัติสัญญาณนั้น โดยจะส่งต่อ ไปยังกันและกัน (สื่อสาร) แต่ภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่ผิดเพี้ยนจากสัจจะมาก เมื่อมนุษย์ได้รับรู้สัญลักษณ์อย่างไม่ถูกวิธี มนุษย์จึงเข้าใจอาณัติสัญญาณไขว้เขว ทำให้เข้าไม่ถึงสัจจะ” พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่าความจริงมีสองนัย ทรงบัญญัติเป็นสมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ ดังนั้นการที่พระพุทธองค์ทรงตระหนักดีถึงข้อบกพร่องของภาษาเขียน (ตัวหนังสือ) ว่ามีมากกว่าภาษาพูด ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคของผู้คนต่อการทำความเข้าใจในพุทธวจนะ พระพุทธองค์จึงทรงเลี่ยงไม่ใช้วิธีเผยแผ่พุทธธัมมปริยายด้วยหนังสือเสียเลย สิ่งใดเป็นสมมุติสัจจะพระพุทธองค์ทรงสอนโดยมุขปาฐะ สิ่งใดเป็นปรมัตถสัจจะพระพุทธองค์ทรงสอนด้วยจิต และทรงกำชับว่า “เมื่อเข้าถึงโลกุตรธรรมให้ละทิ้งบัญญัติเสียด้วย”
ปัจจุบันนี้นักภาษาศาสตร์ต่างพร้อมยอมรับแล้วว่า หนังสือเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการบันทึกเสียง เป็นอนุพันธ์ของภาษาพูด ก็ทำให้ฉุกคิดต่อไป “แม้นว่าเสียงพูดซึ่งเป็นตัวภาษายังไม่อาจนำพาคนเราให้เข้าถึงสัจจะ แล้วนับประสาอะไรกับตัวหนังสือซึ่งเป็นเพียงอนุพันธ์ของมันจะทำให้คนเราเข้าถึงสัจจะกันได้อย่างไร” คุณจะเข้าใจเหตุผลจากความคิดเห็นนี้ชัดเจนขึ้น ถ้าได้ติดตามการถกเถียงกันในกลุ่ม คนไทยทุกอาชีพขณะนี้ สำหรับหัวข้อความขัดแย้งเป็นเรื่องให้มีการตีความว่าคนไทยบางกลุ่มอาชีพ ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญไทยแล้วหรือไม่ ก็ในเมื่อรัฐธรรมนูญไทยเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร ที่ทำขึ้นตามหลักการภาษาไทย(ภาษาลำดับคำ)ซึ่งต่างจากภาษาของชาติอื่น แล้วทำไมจึงต้องให้มีการตีความกันอีก ปัญหานี้แยกเป็นหลายประเด็นได้ เช่นเป็นเรื่องคนว่าง่ายต่อสู้กับคนว่ายาก คนโง่แกมหยิ่งต่อสู้กับคนฉลาดแกมโกง และเป็นความผิดเพี้ยนของภาษาที่ไม่สัมพันธ์กับความเป็นจริงตามพุทธวจนะของพระพุทธเจ้าตรัสไว้หรืออย่างไร หรือใครอาจจะมองเห็นในประเด็นอื่นๆ อีกก็ได้ครับ
ผมจึงขอตั้งเป็นข้อสมมุติฐานไว้ว่า “การที่บุคคลต้องเข้าสู่ระบบการศึกษาซึ่งจัดการโดยรัฐ จะเรียนสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ตาม ครั้นเมื่อได้ออกจากระบบการศึกษา แล้วก้าวเข้าไปประกอบกิจกรรมต่างๆ ใดๆ ในสังคมใด แต่กลับทำให้มีผลพวงของความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นแก่สังคมนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า นี่เป็นเพราะการสอนเด็กให้เลียนแบบภาษาในระบบของสังคมย่อยมีความบกพร่องมาก่อน ดังนั้นผลจากการเรียนรู้ของเด็กที่ได้รับในระยะแรก จึงไม่เป็นการเตรียมรับ หรือไม่พร้อมที่จะรับ กับการสอนให้เรียนภาษาในระบบการศึกษาหลักของสังคมโดยรวมซึ่งควบคุมโดยรัฐ จะเรียกว่ามันไม่สอดรับกัน หรือไม่สัมพันธ์กันก็แล้วแต่ อันเท่ากับเริ่มต้นไว้ไม่ดีจะไปต่อให้ดีก็ดีไม่ได้นั่นเอง ครั้นต่อมายังมีความผิดพลาดเกิดขึ้นในระบบการจัดการการเรียนการสอนของรัฐเพิ่มเติมเข้ามาอีก เป็นต้นว่าการกำหนดหลักสูตรให้นำเอาหนังสือสอนการอ่านและการเขียนเข้ามาใช้ในแวดวงของการศึกษา สำหรับสอนการเรียนรู้ด้านภาษาที่เป็นตัวเขียนและการอ่าน เพื่อนำไปสู่ความมีระเบียบและแบบแผนทางภาษาเป็นอย่างเดียวกัน แต่ทว่ากลับปล่อยให้มีการกระทำกันอย่างไม่ถูกกาละเทศะทั้งยังทำไม่ถูกวิธีการ มันจึงไม่เอื้ออำนวยให้ผลของการเรียนรู้ที่เด็กได้รับจากวิธีการสอนให้เขียนและเรียนการอ่านหนังสือเบื้องต้นวิธีต่างๆ นั้น มาก่อประโยชน์ให้เกิดความงอกงามทางด้านจิตใจที่ดีแก่เด็กผู้เรียนเท่าที่ควร มิหนำซ้ำภายในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน การสอนภาษาในระหว่างนั้นก็ยังไม่อาจเกื้อกูลโอกาสแก่การสร้างดุลยภาพของกระบวนการเรียนรู้ทางภาษาได้อย่างเป็นองค์รวม ก็ทำให้กระบวนการมันเหลื่อมกันอยู่มากๆ กล่าวคือ ในความเป็นจริงกระบวนการเรียนรู้การพูดภาษา กับกระบวนการเรียนรู้การอ่านหนังสือมีความแตกต่างกันตั้งแต่ขั้นตอน ของผัสสะ การรับรู้ กระทั่งถึงกลวิธีฝึกปฏิบัติ ดังนั้นทักษะของการเรียนรู้ด้านภาษาของคนไทยจึงไม่สมดุลกัน ทั้งที่การเรียนรู้ภาษาต้องมุ่งไปสู่จุดหมายหรือเป้าประสงค์ที่เป็นการรวมศูนย์ หรือองค์รวมเดียวกันโดยให้สำเร็จผลในเวลาเดียวกันด้วย สิ่งนั้นคือการสอนภาษาใดๆ หมายถึงว่า ต้องสอนให้ผู้เรียนรับรู้เรื่องทุกๆ เรื่องอันเกี่ยวข้องกับเสียงของคำในภาษาที่จะเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าภาษานั้นมีตัวหนังสือสำหรับบันทึกเสียงแทนคำพูดเอาไว้ และหากมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้การอ่านหนังสือตั้งแต่แรกที่ผู้เรียนยังเป็นเด็กเล็กด้วยแล้ว เรื่องทุกเรื่องของคำนั้นผู้สอนก็ต้องหาวิธีอันแยบคายมาสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันเพื่อผู้เรียนจะได้เข้าใจอย่างเป็นธรรมชาติว่า คำในภาษาเดียวกัน เสียงคำพูดจากปากกับเสียงการอ่านคำจากตัวหนังสือโดยเฉพาะคำที่มีความหมายตรงกัน ต้องมีเสียงเป็นเสียงเดียวกัน และการถ่ายเป็นตัวหนังสือก็ต้องให้เชื่อมโยงกันตามที่กำหนดไว้แล้ว(semantics) อีกทั้งการฝึกทักษะแต่ละทักษะที่ต่างกันไม่ว่าจะเป็นการฟัง พูด อ่าน เขียนและคิดก็ต้องฝึกอย่างทัดเทียมกัน และให้ทักษะทุกทักษะเกิดขึ้นแก่ผู้เรียนไปพร้อมกันด้วยจึงจะไม่เกิดความลักลั่นแก่กัน แต่นับถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครหาจุดเชื่อมโยงที่เหมาะสมของกระบวนการเรียนรู้การพูดภาษา กับกระบวนการเรียนรู้การอ่านหนังสือ มาจัดสรรเพื่อให้ผสมผสาน (บูรณาการ) เข้ากันเป็นหนึ่งเดียวได้รับการกระทำจนสำเร็จเป็นรูปธรรม หรือแม้แต่จะทำให้การฝึกทักษะในแต่ละกระบวนการของกระบวนการทั้งสองนั้นเกิดการขับเคลื่อนเคียงคู่ขนานกันไปก็ยังทำไม่สำเร็จด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ใครๆ ต่างยอมรับกันว่ายังเป็นความบกพร่องและผิดพลาดอยู่เพราะหาผู้แก้ไขไม่ได้ แต่ทั้งๆ ที่บกพร่องและทั้งๆ ที่ผิดพลาดกลับได้รับการเสนอโดยนักวิชาการและผู้บริหารการศึกษาของชาติต่างๆ ให้นำเข้าสู่ระบบการศึกษาของชาตินั้นๆ อย่างขาดวิสัยทัศน์ ก็น่าจะนับได้ว่าเป็นเรื่องของการก่อเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงต่อมวลมนุษย์ชาติที่เกิดขึ้นโดยฝีมือของมนุษย์เองได้ ครั้นเมื่อมีผลกระทบผลข้างเคียงและผลพลอยได้บังเกิดตามมา มันจึงเป็นปัจจัยกดดันมนุษย์ทั่วทั้งโลกให้มีอาการคับข้องใจและเก็บกด แล้วนำไปแสดงออกทางพฤติกรรมที่ผิดแผกแตกต่างกันไปในขณะที่พวกเขาเติบโตขึ้นซึ่งผลสัมฤทธิ์ทั้งหมดนี้ก็เท่ากับว่าเป็นการตอบสนองเหตุและปัจจัยดังกล่าวแล้วข้างต้นโดยสมบูรณ์ แต่ถึงแม้ว่าคนเราจะมีส่วนแตกต่างกันอย่างมากในเชิงพฤติกรรมก็ตาม หากสังเกตดูให้ดีพวกเขาจะยังคงความเหมือนหรือมีความคล้ายกันอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งภาพลักษณ์นี้ล้วนเกิดแก่ทุกคนผู้เคยผ่านการศึกษาในระบบที่ถูกควบคุมมาแล้วทั้งนั้น นั่นคือเกิดอาการเสียศูนย์ทางความคิด (ความคิดเป็นทักษะหนึ่งในห้าขององค์รวมทางการศึกษาด้านภาษา) โดยที่พวกเขาเหล่านั้นจะพร้อมใจกันประกาศอุดมคติออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “คนเรามีความคิดไม่เหมือนกัน ต่างคนก็ต่างความคิด” การพูดอย่างนี้เป็นเพราะเขามีปัญหา คือ รู้คำไทยที่มีความหมายไม่เชื่อมโยงกับภาษาไทย(ซีแมนติกส์)เก็บไว้ในฐานข้อมูลการจำของเขาแน่ๆ และน่าจะเกิดจากการเรียนภาษาไทยพื้นฐานมาผิดวิธีของเขานั้นเอง และแสดงว่าเป้าหมายของการศึกษาไม่ได้เน้นให้พิจารณาถึงสัมมาทิฐิกับมิจฉาทิฐิเป็นหลักอีกต่อไปแล้ว ความคิดของคนเราจึงแตกแขนงออกเป็นหลายฟากหลากฝ่ายแทนที่จะมีเพียงสองฝ่ายคือถูกกับผิดหรือดีกับชั่วเท่านั้น และแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ก่อเกิดเป็นปัญหาของส่วนรวมขึ้นจนได้ เพื่อคอยเวลาที่ปัญหาทุกปัญหาจะถูกบ่มให้สุกงอม แล้วกลายเป็นเชื้อปะทุจุดระเบิดพลุ่งออกไป นี่แหละปัญหาทั้งมวลที่เกิดขึ้นในโลกซึ่งกำลังท้าทายความชาญฉลาดของมนุษย์มาแก้ไข
อันที่จริงสิ่งที่เรากำลังสานต่อกันอยู่ทุกวันนี้ อาจไม่ใช่จุดประสงค์หลักของบรรพชนรุ่นก่อน ที่คิดประดิษฐ์ตัวหนังสือขึ้นใช้ในครั้งกระโน้น หากแต่เป็นความกระตือรือล้นของอนุชนรุ่นหลังที่เพียรพยายามจะแก้ไขปัญหาอุปสรรคความไม่จริงใจของผู้คนที่ทำให้เกิดการดิ้นได้ของภาษาพูด จึงได้นำตัวหนังสือมาใช้เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐาน สำหรับยืนยันเจตนาแท้จริงในข้อตกลงของกันและกัน ส่วนสำคัญมันจึงต่างกันมากในความหมายของเจตนาและปณิธานดั้งเดิมของการบันทึกเหตุการณ์ด้วยตัวหนังสือ ซึ่งแต่ก่อนนั้นมีไว้เพื่อช่วยจำหรือกันลืมอะไรทำนองนั้น ก็นับว่าบัดนี้เจตนาอันแท้จริงได้ถูกแปรเปลี่ยนไปแล้วเป็นเบื้องแรก และต่อๆมาปณิธานจึงได้ถูกปรับเปลี่ยนไปอีก เช่นว่า งานเขียนหนังสือได้รับการพิจารณาให้นำไปใช้เพื่อการส่งสารถึงกัน นี่จึงเป็นการมอบหมายภาระแก่เด็กๆ ให้เพิ่มมากขึ้นกว่าปรกติ กล่าวคือ พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้การอ่านหนังสือให้ออกและเขียนหนังสือให้ได้ภายในเวลาอันเร็ววัน นอกเหนือจากการฟังรู้และพูดได้ที่เขาจำต้องประพฤติและปฏิบัติอยู่แล้วเป็นนิจสิน แต่กระนั้นเด็กๆ ก็ต้องทำสิ่งที่ยุ่งยาก หรือยากยิ่งขึ้นไปนี้ให้สำเร็จพร้อมๆกัน หรือมิฉะนั้นก็ต้องให้ได้เวลาที่พอดีกัน หรือไล่เลี่ยกัน หาไม่แล้วการเรียนรู้วิชาการต่างๆอื่นๆเป็นอันว่าต้องจบสิ้นกัน ก็เหมือนละครปิดฉากลงนั่นแหละ แต่คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม สิ่งต่างๆ ที่ท่านผู้ใหญ่ได้ตั้งเป็นกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นนั้น พวกท่านได้คำนึงถึงวุฒิภาวะของเด็กว่าจะทนรับได้ ไหวหรือไม่ ท่านก็ยังสงสัยอยู่จริงไหม อย่างไรก็ดีกับเรื่องอย่างนี้ และ ณ เวลาขณะนี้ ทุกคนก็เห็นเป็นความจำเป็นที่ต้องให้ทำกันไปเสียแล้ว เนื่องเพราะทุกคนล้วนมีอุปาทานเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นบริขารนั่นเอง แต่อะไรก็ไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับว่า ผู้ประดิษฐ์คิดสร้างตัวหนังสือ และวางกำหนดกฎเกณฑ์ในการสอนอ่านสอนเขียนเป็นคนหนึ่ง แต่ผู้สืบสานต้องกลับกลายเป็นคนอื่นๆ ทั้งนี้เพราะการสืบทอดวิธีการสอนได้ขาดความต่อเนื่องในช่วงตอนหนึ่งหรือช่วงตอนใด แต่ไม่มีการจดจารึกในหน้าประวัติศาสตร์แห่งความเป็นมนุษยชาติหน้าใดเอาไว้เลย ดังนั้นผู้สืบสานงานเผยแพร่ต่อๆมา ซึ่งเป็นคนอีกคนหนึ่งจึงต้องกระทำการอย่างเดาสุ่ม ซ้ำยังทำแบบเลยเถิดเข้าอีก ความเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงมันก็เกิดขึ้นอย่างมากมาย ก็จากการทำผิดบนพื้นฐานของความหวังดีเป็นที่ตั้ง อย่างที่เราๆท่านๆมองเห็นกันอยู่
ดังนั้นคำตอบเชิงสันนิษฐานนี้จึงเป็นเสมือนบทสรุปผลงานการวิเคราะห์และวิจารณ์ของผม ซึ่งสอดรับกับข้อสมมุติฐานที่ผมนำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้อย่างพอเหมาะพอเจาะเลยทีเดียวว่า ถ้าหากยังปล่อยให้การนำเอาหนังสือสอนอ่านหรือแบบหัดอ่านเบื้องต้นสำหรับการเรียนรู้ภาษาต่างๆ ซึ่งยังไม่ผ่านการพิสูจน์ความถูกผิด ทางด้านการเรียนการสอนด้วยกรรมวิธีต่างๆ ใดๆ มาก่อน มาใช้สำหรับการสอนการเขียนเรียนการอ่านอย่างผิดแบบผิดวิธีให้แก่เด็กดังเช่นทุกวันนี้ ได้ดำรงคงอยู่ต่อไป ก็คงได้เห็นผลเลวร้ายภายในชาติของแต่ละชาติ อย่างที่เป็นอยู่เกิดขึ้นทุกวันในโลกนี้ตลอดไปได้เช่นกัน
สำหรับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคนไทยและสังคมไทย ซึ่งผมอยากทราบให้แน่ชัด หลังจากเคลือบแคลงมานานแล้ว ผมจึงอุทิศเวลาค้นคว้าศึกษาวิวัฒนาการของการสอนอ่านหนังสือไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ผมค้นคว้านานนับสิบปีเศษ ได้พบเห็นความผิดพลาดในตำราสอนอ่านหนังสือไทยบางยุคบางสมัยซึ่งท่านผู้แต่งบางท่านขาดความเข้าใจหลักเกณฑ์ของภาษาไทย แต่ท่านก็ทำขึ้นจนได้ และทางราชการก็นำมาใช้เพื่อการสอนอ่านหนังสือให้แก่เด็ก เพราะฉะนั้นไม่ควรสงสัยเลยว่าทำไมสังคมไทยจึงได้เลวร้ายลงได้สุดๆ จนถึงเพียงนี้ ก็ในเมื่อเราเริ่มต้นกันด้วยความบกพร่อง และต่อเติม เสริมอีกด้วยความสับสน ครั้นเด็กเติบโตเป็นวัยรุ่นท่ามกลางกระแสความคิดอันวกวนก็ยากนักที่จะให้วิถีชีวิตเขาเหล่านั้นราบรื่นดุจทะเลไร้คลื่นยามลบสงบเฮ้อ..ไปเสพยาดีกว่า กิ๊กกันเถอะ หรือไม่ก็ เฮ้ย..พวกเราฆ่าแม่งเลย เพราะฉะนั้น ในที่นี้ผมขอฟันธงลงไปตรงๆ ว่าถ้ายกเว้นจินดามณีและมูลบทบรรพกิจแล้ว หนังสือเรียนภาษาไทยสำหรับเด็กที่มีใช้สอนกันอยู่ทุกวันนี้ ล้วนเป็นต้นเหตุจูงใจให้เด็กคิดสับสนจนเผลอตัวประพฤติผิดศีลธรรมและกฎหมายอย่างแน่นอน
แต่ไม่ว่าผมจะวิจารณ์ถูกหรือผิดอย่างไร แม้กระนั้นพุทธวิธีสอนธรรมะของพระพุทธเจ้าก็ตรงกับวิธีสอนศิษย์ของโสกราติสนักปรัชญาเมธีชาวกรีกคนสำคัญของฝ่ายตะวันตก โดยท่านผู้นั้นจะไม่ยินยอมให้ศิษย์คนใดของท่านจดข้อความใดๆ ในขณะที่ท่านสอนอย่างเด็ดขาด ท่านให้เหตุผลของท่านว่า “ทุกสรรพสิ่งเรียนรู้ได้ด้วยความเข้าใจเท่านั้น”
ขณะนี้คุณคงรู้สึกหวั่นไหว แต่คุณจะเริ่มวิตกหรือไม่ ที่ต้องจำยอมให้บุตรธิดาของคุณเข้าไปคลุกคลี อยู่ในวังวนของสังคมการเรียนซึ่งโกลาหลนี้ ตั้งแต่พวกเขายังเป็นเด็กเล็กตัวน้อยๆ ตามค่านิยม (จัดหลักสูตร)ซึ่งยึดถือกันมาผิดๆ พวกเขาอาจจะยินดีปรีดากับความวิปริตอันสุดสับสนอลหม่านของสังคมนั้นเพราะความเยาว์วัยไร้เดียงสา เรื่อยไปจนกระทั่งเติบใหญ่ แต่แล้วขั้นสุดท้ายผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาซึ่งรุ่นพี่ได้รับกันมา น่าจะเป็นเครื่องบ่งชี้ให้คุณเห็นได้เป็นอย่างดีแล้วใช่ไหม แล้วมันจะมีคุณค่าหรือมีประโยชน์อันใดเล่า การจะพัฒนาคนจำต้องคำนึงถึงสภาพจิตและอุปนิสัยของคนที่จะพัฒนา(กุศโลบายโปรดสัตว์ของพระพุทธเจ้า) อย่างไรก็ตามผมก็ไม่มีความคิดจะเชิญชวนคุณให้ถอยห่างออกมาเหมือนเป็นคนหนีสังคม และอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพียงแต่อยากเรียนให้คุณทราบว่า ขณะนี้สังคมไทยกำลังป่วยหนัก ยังต้องการความช่วยเหลือและการเยียวยารักษา ยังต้องการความเมตตาจากผู้มีจิตใจใฝ่กุศล และที่สำคัญยิ่งต้องการผู้รู้จริงมีความตั้งใจจริงเข้ามาแก้ไขปัญหา เพราะว่าคนที่น่าสงสารที่สุดเป็นคนอ่อนแอและบอบบางที่สุดของสังคมไทย เขาเป็นเด็กเล็ก แต่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม ทำไมเขาจึงเป็นผู้น่าสงสารที่สุด ก็เพราะเขาตกเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องเล่น หรือของทดลองสำหรับผู้ใหญ่อยู่ตลอดเวลา น่าสังเกตหรือไม่ว่า อะไรที่เป็นความยากและลำบากแสนสาหัส เด็กๆจะถูกจัดการให้ต้องรับรู้ประเภทร่วมด้วยช่วยกันอยู่เสมอๆ ทั้งๆที่ในช่วงนั้นเวลานั้นตัณหาของเด็กยังไม่แก่กล้าด้วยซ้ำไป เรื่องนี้จะมิเป็นการชี้โพรงให้กระรอก และวางยากันละหรือ ผมคิดว่าเราน่าจะแก้ไขปัญหาสังคมไทยด้วยการจัดระเบียบใหม่กันเสียเลย ถ้าคุณยอมรับว่า สังคมไทยทุกวันนี้เปรียบเป็นน้ำซึ่งเน่าเสียไปแล้ว พวกเราเหล่าคนดีจำต้องช่วยกันบำบัด หรือไม่ก็กำจัดทิ้งไปเลย ก็ต้องมีการลงมติกันละว่าจะเอาอย่างไร ในความเห็นส่วนของผม ผมเห็นว่าการอัดฉีดน้ำใหม่เพื่อขับไล่น้ำเน่าเป็นสิ่งสมควรทำ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ผมกำลังทำต่อ ผมเห็นความบกพร่องของการขาดเจตคติในการแสวงหาสัจธรรมของผู้คนต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขาจึงอยากจะเติมให้เต็มจนครบส่วน ผมค้นพบว่าพวกเขาถูกบิดเบือนไม่ให้เข้าถึงความจริงโดยการกระทำของผู้ใหญ่ซึ่งบริหารการศึกษาอย่างผิดพลาดมานานปี ก็อยากช่วยชี้หนทางที่ถูกให้ คุณก็ลองพิจารณาข้อเสนอของผมดูบ้างเป็นไร วิธีการที่ผมนำเสนอนี้เป็นการปิดประตูกรรมชั่ว และสร้างจิตสำนึกที่ดีแก่เด็กไทย ด้วยการให้วิธีการเรียนรู้ภาษาไทยอย่างเป็นระบบ และถูกระเบียบแบบแผนอันมีมาแต่ครั้งโบราณแล้ว นั่นเอง
แต่ก่อนอื่น ผมจะลองนำความคิดของโสกราติสในเรื่องวิธีสอนมาเปรียบเทียบกับพุทธธรรมขั้นพื้นฐาน อันว่าด้วยอายตนะภายนอกกระทบกับอินทรีย์ของมนุษย์ คือ รูปและเสียงที่จะกระทบกับตาและหู ตัวหนังสือเป็นรูป คำพูดเป็นเสียง ซึ่งจัดว่าเป็นอายตนะภายนอกทั้งคู่ การเลือกวิธีสอนด้วยวิธีมุขปาฐะดังกล่าว อาจเป็นไปได้ที่ผู้สอนเห็นว่า รูปเป็นอายตนะภายนอกซึ่งอินทรีย์ของคนเราสะกัดกั้นได้ง่ายกว่าเสียง โดยไม่ต้องใช้ความพยายามหรือความสามารถใดๆ ให้ยุ่งยากเลย เพราะธรรมชาติได้เกื้อกูลไว้ตั้งแต่แรกเกิดแล้วนั่นคือให้คนเรามีเปลือกตา ถ้าเราไม่อยากเห็นรูปเราก็หลับตา แต่ถ้าเราไม่อยากได้ยินเสียง อันนี้จะยุ่งยากมาก เพราะเราไม่ได้มีใบหูไว้หลับหู หากแต่ธรรมชาติให้เราใช้ใบหูสำหรับเอาไว้ดักเสียง เพราะฉะนั้นคำสำนวนที่ว่าหลับหูหลับตา หรือลืมหูลืมตา จึงไม่น่ายึดถือเป็นจริงเป็นจัง เพราะเราไม่มีเปลือกหู คงมีแต่ใบหูไว้ดักเสียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนใครจะยินยอมให้ใครดึงใบหูหรือบิดใบหู นี่ต้องอธิบายว่าไม่เกี่ยวกับธรรมชาติ เป็นเรื่องของธรรมดากับธรรมจริยาต่างหาก ในเมื่อคนเราไม่อาจหลับหู ดังนั้นเสียงต้องรบกวนผู้คนยิ่งกว่ารูปแน่ๆ เข้าทำนองไม่อยากฟังก็ต้องฟัง เพราะมีเสียงดังมาเข้าหู มันมาติดกับดักของหูเข้าแล้วนี่ ครั้นจะยกมือปิดหูอยู่ตลอดระยะเวลาที่เกิดเสียง เพราะไม่อยากได้ยินเสียงก็ทำไม่ได้อีก คุณจะไม่เป็นอันทำอะไรต่อมิอะไรได้ด้วยมืออีกเลย และถ้าหากฝืนต่อไปก็คงต้องใช้มือปิดหูอยู่อย่างนั้นจนเมื่อยแขน ซึ่งทำให้แขนพลอยเดือดร้อนไปด้วย หากว่าเสียงที่เกิดดังขึ้นนั้น มันดังอยู่นานจนถึงนานมากตอนนี้เองที่ว่าความยุ่งยากเริ่มเกิด คือจากนี้ต้องเที่ยวเสาะแสวงหาสิ่งของมาอุดรูหูไว้ชั่วขณะที่ไม่อยากได้ยินเสียง หรือไม่ก็ต้องเสี่ยงหลบหลีกเสียให้พ้นจากบริเวณที่มาของเสียงไปให้ไกล เพราะฉะนั้นวิธีสอนด้วยการพูดย่อมดีกว่าการสอนให้อ่าน ซึ่งคนรุ่นนั้นท่านคงคิดอย่างนี้คือเอาสิ่งที่ป้องกันยากมาใช้ประโยชน์ เรียกว่าเป็นการได้เปรียบเชิงกลหรือยุทธวิธีของสมัยนี้ แม้ว่าผมจะคิดออกได้จนชัดแจ๋วหรือใสแหนวเป็นตาตั๊กแตน แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่า ถึงอย่างไรเรื่องนี้ต้องไม่ใช่แผนก่อกวนหรือนโยบายรุกรานกันด้วยเสียงของยุคนั้นสมัยนั้นอย่างเด็ดขาด เพราะพระพุทธองค์เคยตรัสว่า ศาสดาไม่กระหายศิษย์ และโสกราติสคงจะคิดทำนองเดียวกัน คือจะไม่ยัดเยียดความรู้แก่ผู้ใด ซึ่งผิดกับยุคโลกาภิวัตรหรือข้อมูลข่าวสารในขณะนี้อย่างมากมาย เพราะมีผู้ฉกฉวยผลประโยชน์จากการโฆษณาชวนเชื่อนั่นเอง อย่างไรก็ตามการกระทำดังกล่าวไปแล้ว ขัดต่อพุทธธรรมขั้นสูง เพราะการปิดกั้นจิตไม่ให้รับรู้อารมณ์กระทำไม่ได้อย่างหนึ่ง อีกทั้งรูปและเสียง ถึงแม้จะถูกจัดเป็นรูปารมณ์และสัททารมณ์ แต่ก็ยังเป็นรูปในขั้นปรมัตถธรรมซึ่งคู่กับนาม ที่ต้องพิจารณาตามความเป็นจริงอีกหนึ่ง ซึ่งเรื่องต่างๆเหล่านี้ บรรดานักคิดฝ่ายตะวันตกไม่มีใครพบ เขาจึงสอนกันแต่ว่า ความจริงไม่มีในโลก มีแต่ความเชื่อเท่านั้น และนี่เองเป็นความแตกต่างของแนวคิดเชิงปรัชญาบนโลกทั้งสองซีกหรือสองฟากฝ่าย อันนำไปสู่ความไม่เหมือนกันของการดำรงชีวิตกับวิถีชีวิตของผู้คนตามหลักศาสนธรรม นั้นคือคนของฝ่ายตะวันตกจะรับรู้และยึดถือเทวนิยม ส่วนคนของโลกซีกตะวันออกที่มีการยึดถือพุทธธรรมเป็นสรณะมีข้อดีพิเศษเป็นต่างหากออกไป คือเขาจะลด ละ เลิก ผ่อนคลาย หรือปลดปล่อยพันธนาการจากตัวเขาเองเสียเลยก็ได้ ถ้าหากว่า เขาสามารถเข้าถึงที่สุดแห่งเป้าหมายของการศึกษา และเพราะเหตุว่าผมทราบความจริงเป็นอย่างนี้ผมจึงบังอาจชี้ทางแก่คุณ
เมื่อคุณได้อ่านมาจนถึงตอนนี้ คุณก็คงพอจะสรุปความเห็นได้แล้วใช่ไหมว่า หนังสือนับเป็นส่วนเกินของการสื่อสารเพื่อสื่อความหมายต่อกัน อีกทั้งวิธีการเรียนรู้วิธีอ่านหนังสือก็สลับซับซ้อนดูยุ่งเหยิงเป็นที่สุด เพราะตัวหนังสือเป็นรูปสัญลักษณ์ที่มีเสียงสัญลักษณ์แฝงอยู่ด้วย ดังนั้นถ้ายังไม่สามารถสร้างสรรค์วิธีการสอนอ่านหนังสือให้ออกด้วยวิธีที่ง่ายกว่าของเดิม (ผู้ประดิษฐ์ตัวหนังสือได้วางหลักเกณฑ์เอาไว้) ก็อย่าได้คิดดัดแปลงหรือปรับปรุงให้ผิดไปจากแบบเก่าของเขาเลย มิฉะนั้นแล้วความหฤโหดในหมู่เด็กที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ อาจจะย้ายฐานมาแพร่ระบาดในประเทศไทยบ้างเป็นแน่ ที่ผมว่าการสอนอ่านหนังสือเป็นความยุ่งยาก ก็เพราะในส.ร.อ.เอง แม้กระทรวงศึกษาธิการของประเทศที่จัดว่าเก่งนับเป็นสุดยอดของผู้นำเทคโนโลยีก็ยังอับจนปัญญากับการสอนอ่านหนังสือ เพราะการวิจัยครั้งก่อนให้สอนอ่านหนังสือเป็นคำเป็นประโยค แต่เมื่อวิจัยใหม่ในอเมริกาครั้งล่าสุดกลับเสนอให้สอนอ่านหนังสือแบบผสมคำอีกแล้ว ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่มากผมจึงอยากเชิญชวนแกมขอร้องให้ทุกท่านซึ่งคิดจะแก้ไขปัญหาของชาติ ขอได้โปรดหันหน้ามาใส่ใจบ้าง ด้วยขณะนี้กระบวนการทางความคิดและจิตวิญญาณของคนไทยแปรปรวนไปหมดแล้ว ก็วิธีการเรียนการสอนหนังสืออันผิดพลาดนี้แหละกดดันให้เป็นไป คุณลองคิดคร่าวๆในเรื่องการสอนอ่านหนังสือไทยที่ผมฟันธงว่าบกพร่องและผิดพลาดเฉพาะบางเรื่องที่ผมพบเห็นนี้ดูก็ได้ สมมุติว่า การสอนอ่านเป็นคำเป็นประโยค ใครๆเห็นว่า ดี ถูกต้อง และใช้ได้แต่การสอนอ่านหนึ่งคำ กว่าจะให้ผู้เรียนจำคำๆนั้นได้ จะต้องย้ำคำนั้นให้อ่านซ้ำๆกันกี่ครั้ง ผู้เรียนจึงจะจำเสียงและรูปของคำอ่านคำนั้นได้อย่างแม่นยำ และจำนวนคำในภาษาไทยมีมากเท่าไร กว่าจะสอนให้อ่านได้หมด ผู้เรียนจะไม่เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นเสียก่อนละหรือ นี่เป็นคำถามข้อที่หนึ่งซึ่งคุณต้องตอบ ส่วนคำถามข้อต่อไป ผมอยากทดสอบคุณอย่างนี้ คุณลองอ่าน อรุโณทัย นโยบาย ธันวาคม มโหฬาร เอาละคุณอ่านออก แต่คุณทราบหรือไม่ว่า ที่มาของคำเหล่านี้เป็นอย่างไร และวิธีการอันได้มา มีชื่อเรียกว่าอะไร ผมขอเฉลยครับ อรุโณทัย มาจาก อรุณ ประสมกับ อุทัย นโยบาย มาจาก นย ประสมกับ อุบาย ธันวาคม มาจาก ธนู ประสมกับ อาคม มโหฬาร มาจาก มหา ประสมกับ เอาฬาร ซึ่งวิธีการสร้างคำแบบนี้เรียกว่าวิธีสนธิ มีใช้ในภาษาบาลีและสันสกฤตที่นับถือว่าเป็นภาษาชั้นสูง การเรียนรู้ก็จะอยู่ในหมู่นักศึกษาผู้มีวุฒิภาวะสูงๆด้วย แต่คุณเชื่อหรือไม่ วิธีสนธิคำซึ่งมีทั้งสนธิธรรมดาและสนธิแบบมีการแผลงสระด้วยซึ่งมันยากไม่ใช่เล่นจริงไหมครับ แต่วิธีการที่ว่าสุดยอดของความยากนี้แหละ เขานำเอามาใช้เพื่อการสอนอ่านหนังสือไทยให้แก่เด็กไทยผู้เริ่มต้นเรียนหนังสือ ก็วิธีสอนอ่านแบบสะกดคำแล้วจึงอ่านนั่นไง ผมขอยกตัวอย่างครับ กา อ่านว่า กอ อา กา กี อ่านว่า กอ อี กี นั้นหมายความว่า กา มาจาก กอ ประสมกับ อา กี มาจาก กอ ประสมกับ อี ก็ให้เด็กๆท่องจำกันไป ทั้งๆที่คำสอนที่ได้ยินทางหู ดูๆไปมันช่างขัดกับสายตาที่เห็น แต่เอาละการอ่านออกเสียงถึงแม้ว่าจะมีเสียงสระหายไป ตัวหนังสือหายไป เข้าลักษณะ สองบวกสอง ได้สอง ซึ่งขัดกับการเรียนเลขคณิตก็ช่างมันเถอะ เพราะตอนนี้เป็นการสอนภาษาไทย มันจะบูรณาการหรือไม่ ไม่ต้องเกี่ยว ถึงอย่างไรก็สอนให้อ่านไปตามลำดับ หน้าและหลังแล้ว คือตัวพยัญชนะอยู่ข้างหน้าก็ออกเสียงไปแล้ว สระที่ตามหลังมาก็ว่าไปแล้ว และก็เกิดเป็นคำสนธิซึ่งอ่านได้แล้ว ทีนี้ถ้าหากว่าคำบางคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ เช่น โก เก และอื่นๆอีกเล่า จะสอนอ่านกันอย่างไรจะออกเสียงสระก่อน หรือพยัญชนะก่อน อย่างไหนจะดีกว่ากัน ถูกต้องกว่ากัน หรือว่าอย่างไหนจึงจะใช้ได้ นี่เองที่ผมว่ามันสับสนไปหมด เพราะเราสอนเด็กให้เรียนรู้และรู้จักตัวพยัญชนะว่ามีความสำคัญมากมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และเรื่องนี้น่าจะมีผลต่อการรณรงค์การเข้าคิวบ้างเป็นแน่ ซึ่งสรุปแล้วคือมันผิดอย่างผมรู้นั่นแหละ แต่ว่าเขาแล้วผมแก้ไขได้ไหม ได้ครับ ผมแก้ไขวิธีการสอนอ่านให้ถูกต้องและง่ายต่อการเรียนได้แล้ว ซึ่งขอโฆษณาย้ำว่า ดี ถูกต้อง และใช้ได้ คุณอยากทราบแล้วใช่ไหม ความจริงก็เป็นเรื่องหญ้าปากคอก หรือเส้นผมบังภูเขา ที่นักภาษาศาสตร์ของไทยเราลืมกันไป เพราะมัวแต่คลั่งไคล้วิธีการของต่างชาติต่างภาษา การสอนอ่านหนังสือไทยจึงได้รวนเรไปทั้งขบวนการแต่เรื่องมันยาวมากครับผมขอผ่านไป (ถ้าท่านสนใจจริงๆ รออ่านจากผลงานของผมที่จะพิมพ์ต่อไป)อย่างไรก็ตามขณะนี้หนังสือก็ได้รับการปลุกระดมให้เป็นแหล่งข้อมูลของความรู้และความบันเทิงอันสำคัญยิ่งของคนไทยในปัจจุบันเสียแล้ว ตามการชี้นำของนักวิชาการและผู้น่านับถือของบ้านของเมือง เพราะท่านเหล่านั้นหวังจะเห็นผลของการประเทืองปัญญาและนันทนาการของผู้คน รวมถึงเยาวชนทั้งหลาย ว่าคงจะได้รับการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ ก็ด้วยความมั่นอกมั่นใจของท่านเหล่านั้น ท่านจึงให้การรับรองเรื่องคุณประโยชน์ของหนังสืออย่างยอมรับแบบหน้าชื่นตาบาน ทั้งๆที่หลักการเบื้องต้นของกลวิธีสอนการอ่านหนังสือไทย ซึ่งดำเนินการอย่างผิดพลาดต่อเนื่องกันมายาวนาน กำลังทรมานเด็กไทยให้ทนทุกข์เวทนาแบบหน้าชื่นอกตรมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่พวกท่านก็ไม่รู้สึกรู้สม โดยที่ท่านเหล่านั้นต่างก็ยอมรับว่าเอกสารต้นฉบับที่เป็นข้อมูลดั้งเดิมของไทยได้สูญหายไป เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่สองจนหมดสิ้น พวกท่านก็ไม่คิดจะหยิบยกขึ้นมาสอบสวนทวนความให้หายคลุมเครือและสิ้นสงสัยกันเลยสักครั้ง ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องของความเข้าใจอันดีระหว่างกันของคนไทยร่วมชาติและเป็นวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้การแก้ไขปรับปรุงตำราเรียนสำหรับสอนการอ่านในแต่ละครั้ง จึงทำกันอย่างไขว้เขวเฉไฉห่างไกลจากจุดประสงค์ของผู้ประดิษฐ์คิดค้นที่เป็นต้นแบบออกไปทุกที จริงอยู่อาจมีใครคิดเอาเองว่าเมื่อคนเราโตขึ้น สมองมีความฉลาดเพราะได้รับการพัฒนาแล้ว ดังนั้นการเลียนและเรียนย่อมติดตามกันทัน สอนอย่างไรก็สอนได้ แต่ที่มีผลเสียจนทำให้ผู้คนออกนอกลู่นอกทางกันไปนั้น จะมีใครเฉลียวใจคิดกันบ้างว่า อาจเป็นเพราะการเริ่มต้นกันมาอย่างผิดๆของพวกเราก็น่าจะมีส่วนเสริมให้บานปลายขยายผล คุณว่าจริงไหม แต่เอาละก่อนที่ผมจะเรียนเพื่อทราบหรือเพื่อโปรดสั่งการ สำหรับการอนุมัติอย่างสะดวกใจของคุณในอันที่จะช่วยเหลือผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมใคร่ขอแสดงความเสียใจร่วมกับคุณ ที่จำใจต้องปล่อยบุตรธิดาให้ก้าวเข้าสู่ระบบของการศึกษาไปแล้วตามกติกาสังคม ผมขอเรียนแด่ท่านอย่างจริงใจว่า นับตั้งแต่ผมสืบค้นเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการเรียนรู้ภาษาและหนังสือของคนเราสำเร็จเสร็จสิ้นลงแล้ว ผมมีความคิดให้อภัยแก่ผู้คนอยู่เสมอมา ผมรู้สึกเห็นใจคนทุกคนซึ่งทำความผิดทั้งคดีโลกและคดีธรรม ถ้าหากว่าคนเหล่านั้นได้ผ่านการเรียนการสอนให้รู้หนังสือมาอย่างผิดวิธี เพราะผมถือว่า เขาถูกรังแกมาตั้งแต่เยาว์วัยไร้เดียงสา เขามีความคับข้องใจท่ามกลางความกลัว จิตใจของเขาสับสน ขัดแย้ง สุดท้ายก็ต้องเก็บกด และถดถอย ดังนั้นเมื่อสำนึกที่ดีของเขาไม่อาจต่อต้านพลังฮอร์โมนที่ผลักดันความทะยานอยากและข่มมันให้สงบลงไม่ได้(ทฤษฎีแรงขับ) การปลดปล่อยความคับข้องใจของเขาในช่วงตอนนั้นเขาจึงพลั้งเผลอหรือหลงกระทำความผิดไปชั่ววูบหนึ่ง มีการวิจัยเรื่องกรรมพันธุ์กับสิ่งแวดล้อมที่ทรงอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ การเรียนรู้ภาษานับเป็นสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่ง ดังนั้นถ้ามีการกระทำที่ทำให้กระบวนการเรียนรู้เสียหาย ผลที่ได้จึงไม่ต่างกับผลของสิ่งแวดล้อมอื่นๆที่เป็นพิษเช่นกัน อย่างไรก็ดีผมยังมีความปรารถนาดีต่อบุตรธิดาคนใหม่หรืออาจเป็นหลานเหลนของคุณ ถ้าเขาจะเกิดอีก ผมมุ่งหวังให้พวกเขาจงเป็นเสมือนน้ำใหม่คุณภาพดี ในอันที่จะช่วยชำระชะล้างสังคมไทยให้ใสสะอาดในวันข้างหน้าจนประสบผลสำเร็จ จึงเป็นการปลดเปลื้องหนี้สิน หรือทดแทนบุญคุณของแผ่นดินได้เสร็จสิ้นไป ผมขอเสนอแผนการเรียนภาษาไทยที่ถูกต้องอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแด่คุณเพื่อมอบเป็นของขวัญของฝากแก่พวกเขา แผนนี้เป็นแผนสร้างน้ำใหม่ให้เป็นน้ำคุณภาพดี สำหรับการอัดฉีดเข้าไปแทนที่น้ำเก่า ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานสร้างสรรค์ จัดระเบียบใหม่ให้แก่สังคมไทยร่วมกัน ขั้นตอนมีดังนี้ครับ
1. อย่าให้บุตรธิดาและหลานๆของคุณที่ยังเป็นเด็กเล็ก ดูวิดีโอ ก ไก่ หนังสือ ก ไก่ และแผ่นภาพ ก ไก่ อีกทั้งอย่าพยายามสอนการอ่านหนังสือไทยให้แก่เด็กด้วยวิธีเก่าๆ ที่คุณเคยเรียนมาโดยเด็ดขาด เพราะอักษรไทยมีรากเหง้าของภาษาสันสกฤต(พราหมณ์นำมา) การสอนอ่านแบบแยกพยัญชนะ แยกสระ และแยกวรรณยุกต์ แล้วมาผสมกันให้อ่านในภายหลังชนิดที่เรียกกันว่าสะกดคำจึงกระทำไม่ได้ ด้วยเป็นความผิดมีพิษภัยอย่างมหันต์ เรื่องนี้มีตำนานยาวมาก ผมเกริ่นย่อๆก็ได้ อักษรตัวหนังสือถือกำเนิดจากนาคตามเสาวนีย์ของพระสุรัสวดีมเหสีพระพรหม ส่วนอักษรภาพถือกำเนิดจากพระศิวะ เป็นเรื่องของการประลองปัญญาของพระผู้เป็นเจ้า เพราะฉะนั้นการอ่านด้วยวิธีสะกดคำถ้าทำไม่ถูกวิธีแล้วมันจะยุ่ง แต่ถ้าคุณจะหาแผ่นภาพตัวเลขมาให้เด็กๆดูหรืออ่านก็ไม่เป็นไร เหตุผลก็คือตัวเลขกับตัวหนังสือจีนมีคุณสมบัติเหมือนกันคือเป็นอักษรภาพเรื่องของอักษรนี้เช่นกัน ต้องทำความเข้าใจกันใหม่ เพราะที่แล้วมาเข้าใจผิดกันทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่ราชบัณฑิตยสถาน
2. อย่าให้เด็กดูหนังการ์ตูน ละคร ภาพยนตร์ หนังสือภาพ หนังสือการ์ตูน หรือฟังนิทาน และฟังเพลงมากเกินไป หรือถึงแม้ว่าเด็กจะร้องเพลง หรือเล่านิทานเก่งแล้ว แต่ผู้ใหญ่ก็ต้องปรามไว้บ้าง หรือมิฉะนั้นก็เบนความสนใจของเด็กให้ไปทำกิจกรรมอื่นๆ อาจเป็นงานฝีมือ ปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ เล่นกีฬา ถ้าหากว่าในช่วงนั้นเด็กอ่านหนังสือไทยยังไม่ออก และผู้ใหญ่ยังมีความต้องการจะให้เด็กอ่านหนังสือออกให้ได้และให้เด็กคงความนิยมชมชอบการอ่านหนังสืออยู่อีกต่อไปในวันหน้า เรื่องนี้มีเหตุผลที่คุณควรไตร่ตรอง นั่นคือวิธีป้องกันมิให้เด็กต้องสูญเสียสมดุลของการเรียนรู้ไปเสียก่อน จึงควรเดินสายกลาง ในตำราอาชญวิทยาและทัณฑวิทยาก็ว่าไว้ ความรู้ที่ต่างกันจะทำให้เกิดความต้องการที่ไม่เท่ากัน เพราะเหตุนี้เองการสอนผิดวิธีจึงนำไปสู่การขาดเจตคติในการแสวงหาสัจธรรมของเด็กยุคนี้ และผู้ใหญ่ก็ไม่อาจฟื้นฟูสมรรถนะของเด็กให้บูรณาการขึ้นใหม่ได้อีก เพราะเด็กจะเบื่อวิธีการเรียนและเบื่อการอ่านหนังสือในที่สุด
3. สำหรับการอ่านหนังสือนับเป็นปัญหายิ่งใหญ่และหนักหน่วงที่สุด จากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ผ่านมาอย่าง
ต่อเนื่องในอดีตชี้ให้เราเห็นแล้วว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน การที่คนไทยไม่นิยมการอ่านหนังสือเพราะเขาถูกโปรแกรมจิตไว้โดยประสบการณ์ครั้งแรกของเขา ซึ่งมันยังคงตราตรึงอยู่กับจิตสำนึก ซ่อนเร้นในจิตใต้สำนึก และแม้กระทั่งแฝงกับจิตไร้สำนึกของเขาอยู่ คงจะเปรียบได้แก่เด็กที่รับประทานผักหรือพริกเป็นครั้งแรกแล้วไม่ถูกปาก ก็ยากที่จะให้เด็กหวนกลับมารับประทานอีกเพราะมันทำให้เจตคติของเขาที่มีต่อสิ่งใดๆนั้นเป็นลบเสียแล้ว(สมองซีกซ้ายและขวาขาดสมดุล)
ต่อไปนี้เป็นจิตเจตนาของผมในอันที่จะส่งเสริมการแก้ไขปัญหาของชาติซึ่งผมขอถ่ายทอดให้คุณทราบ คือจากความไม่ยินยอมพร้อมใจของผม ที่จะปักใจเชื่อการวิเคราะห์ปัญหาของนักวิชาการท่านอื่น ซึ่งอ้างว่าครอบครัวแตกแยกเป็นต้นเหตุของปัญหาวัยรุ่น เพราะผมคิดว่าก่อนที่จะเป็นครอบครัวย่อยนั้น คนเราก็อยู่กันแบบครอบครัวขยายมาก่อน แต่แล้วการศึกษา อย่างผิดวิธีนี้แหละบั่นทอนให้ครอบครัวเล็กลง ดูกรุงเทพมหานครนี่เป็นตัวอย่างก็พอได้ การที่มีผู้คนเข้ามาอยู่กันแบบแออัดยัดเยียดอย่างทุกวันนี้ ก็เป็นผู้ใฝ่การศึกษาซึ่งมาจากต่างถิ่นแล้วไม่ยอมกลับไปภูมิลำเนาเดิม มีอยู่ถมไป แต่ยกเรื่องนี้เสียก็ได้เพราะป่วยการฟื้นฝอยหาตะเข็บ ตอนนี้ผมคิดแต่เพียงว่า มันไม่เป็นความยุติธรรมเลย ถ้าต้องปล่อยให้อนุชนรุ่นหลังหลงทางผิดเดินวนเวียนสร้างกรรมชั่วให้เป็นวิบากต่อไปไม่สิ้นสุด เหมือนถูกมัดมือชก หรือปิดประตูตีแมวอยู่อย่างนี้ เพราะผู้ใหญ่ชี้ทางให้ผิดนั่นต่างหาก ผมจึงครุ่นคิดถึงวิธีแก้ไขการสอนอ่านหนังสือให้ออกด้วยวิธีที่ง่ายกว่าของเดิม ในที่สุดด้วยความปรารถนาดีที่มีต่อเด็กน้อยทั้งหลายได้กลับกลายเป็นแรงผลักดันบันดาลใจ ทำให้ผมเกิดความคิดแวบขึ้นมาอย่างบังเอิญ ผมทดลองสอนลูกสาววัยสามขวบดู ก็ปรากฏว่าได้ผล ผมจึงเกิดกำลังใจที่จะทำการเผยแผ่ให้แพร่หลายออกไป และมั่นใจว่าน่าจะปลูกฝังภาษาไทยให้เป็นภาษาของโลกได้ด้วย ผมมีเหตุผลเพียงพอเกี่ยวกับเรื่องนี้ ภาษาคือพูด พูดเป็นการออกเสียง เสียงก็คือสระ ภาษาที่ดีที่สุดคือภาษาที่มีสระมากที่สุด ซึ่งภาษาไทยของเรามีคุณสมบัติเช่นนั้น จึงเหมาะที่จะส่งเสริมให้เป็นภาษาสากล คือภาษาของโลก เมื่อโอกาสดีๆที่เหมาะแก่การส่งเสริมหรือสร้างสรรค์สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาถึง แล้วมันไม่ใช่สิ่งที่น่าภูมิใจอันพึงกระทำหรอกหรือ ผมเล็งเห็นว่านี่เป็นยุคสมัยของสื่ออิเลกทรอนิกกำลังชูบทบาท ผมจึงได้ตามสมัยเพื่อมิให้ตกยุค ก็คิดทำเป็นเทปบันทึกภาพประกอบเสียง (วิดีโอ) ตั้งชื่อว่า “หลักการเบื้องต้นของวิธีสอนอ่านหนังสือไทยอย่างถูกวิธีสำหรับผู้รู้และไม่รู้หนังสือ” ในวิดีโอนี้ผมได้นำตัวหนังสือมาเรียงร้อยเป็นสูตรสำเร็จ เพื่อให้การเริ่มอ่านและเริ่มการอ่านอย่างมีความต่อเนื่องกันไป ซึ่งถูกต้องตามหลักการและกฎเกณฑ์ของวิธีสอนอ่านหนังสือภาษาไทยที่มีมาแต่โบราณ เป็นชุดปลอดความเครียด(ซึ่งเหมาะมากสำหรับเด็กเล็กวัยช่างจำและช่างคิด คือในช่วงอายุสองขวบครึ่งถึงหกขวบอันเป็นระยะเวลาที่สมองเด็กกำลังพร้อมเพื่อการรับรู้สิ่งต่างๆอย่างเป็นระบบ แต่ถ้าได้รับการปฎิบัติที่ไม่ถูกวิธีจะเกิดการปะทะกันระหว่างจุลินทรีย์สมองกับปมมุ่งสำเร็จทำให้เด็กไม่พัฒนาและมีแต่ความสับสนในจิตสำนึกตลอดไป) ใช้เวลาในการเล่น 120 นาที ถ้าผู้ดูเป็นคนหัวดีมีปัญญา ได้ดูเพียงสามสิบนาทีจับทางถูกก็อ่านหนังสือออกทันทีส่วนผู้ดูบางคนที่ค่อนข้างหัวทึบ ก็คงต้องใช้เวลาดูไปจนจบม้วนจึงจะอ่านหนังสือออกได้ แต่ถ้าดูจบม้วนครั้งที่หนึ่งแล้วก็ยังอ่านหนังสือไม่ออก ขอให้พยายามดูเป็นครั้งที่สอง และสาม หรืออาจจะถึงสี่ แบบการเลือกตั้ง ส.ว. เมื่อผู้ดูอดรนทนไม่ได้ก็คงจะอ่านออกแบบซื้อความรำคาญก็สุดแท้แต่เขา ยังมีความวิเศษพิสดารของวิดีโอนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดประสงค์ตามแนวความคิดในการจัดทำ ซึ่งผมอยากกล่าวถึงมากที่สุดคือ ประโยชน์ที่ผู้ดูจะได้รับเป็นต้นว่า เขามีความสุขที่ได้เรียนการอ่านหนังสือไทยด้วยวิธีที่ได้แสดงไว้ในวิดีโอ เขาจะไม่เกิดอาการเครียด หรือหงุดหงิดด้วยเหตุใดๆทั้งสิ้น เพราะว่าเขาจะอ่านหนังสือไทยออกอย่างรวดเร็วทันอกทันใจของเขา เขาจะอ่านคำไทยได้มากเท่าๆกับคำไทยคำเดิมที่เขาพูดได้และฟังรู้อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งแต่เดิมก่อนหน้านี้เขาได้แต่ฟัง ด้วยเขายังอ่านคำเหล่านั้นไม่ออกเลยสักคำเดียว เมื่อถูกใครถามก็ได้แต่ส่ายหน้าทำตาปริบๆ จนบางครั้งลืมตัวเพราะเกิดความฉุนเฉียวจึงเผลอทำกิริยาไม่งามออกไปทำให้คนรอบข้างเกิดความหวั่นไหวไปตามๆกัน สำหรับการนี้ผมสร้างสูตรสำเร็จรูป ไว้รองรับการอ่านแบบต่อเนื่องประหนึ่งเป็นการเรียงร้อยถ้อยคำ ดุจสายโซ่หรือสายสร้อยให้คล้อยตามกันไป เรียกว่าสามารถใช้เป็นแนวสืบค้นคำอ่านเป็นชุดๆไป นี่คือความแปลกใหม่ทีเดียว นอกจากนี้ผู้ดูยังจะได้แสดงความสามารถใช้คำเหล่านั้นรวบรวมไว้ในลักษณะการเก็บสะสมอย่างผู้รอบรู้อีกด้วย ชนิดที่เรียกว่า ได้ยินเสียงพูดก็นึกถึงภาพของตัวหนังสือเป็นคำๆได้ และเมื่อเห็นคำก็อ่านออกเสียงถูกต้องพร้อมทั้งรู้ความหมายของคำ สร้างมโนภาพด้วยความเข้าใจแจ่มกระจ่างดี (ภาษากรุงเทพฯ) ข้อดีพิเศษอีกประการหนึ่งของวิดีโอม้วนนี้ก็คือ จำนวนคำไทย ที่ผู้ดูสะสมไว้มีมากพอ หรืออาจจะมากเกินพอ สำหรับการติดตามทำความเข้าใจกับเสียงพูดที่ได้ยินจากสื่อต่างๆ และสามารถอ่านคำจากภาพตัวหนังสือที่ปรากฏบนสื่อต่างๆนั้นด้วย ดังนั้นถ้าให้ประเมินคุณค่าจากการเสียเวลาดูวิดีโอ ก็เท่ากับว่า ปรากฎการณ์นี้เป็นครั้งแรกของการกระทำที่ทำให้องค์รวมของกระบวนการเรียนรู้ภาษาไทยทั้งการพูด การอ่าน การฟัง การเขียนและการคิดมาพบกันโดยมีความพอเหมาะพอดีตรงกับจุดเชื่อมโยงที่ใฝ่หากัน การมีความครบถ้วนสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นชัดเจนในกระบวนการเรียนการสอนอย่างครบวงจรแบบนี้ สามารถพิสูจน์ได้จากผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ที่มีอยู่ในตัวของผู้เรียน นั่นคือความเป็นผู้ดู ผู้อ่าน ผู้ฟัง และผู้คิดซึ่งมีอยู่ในตัวของบุคคลคนเดียวกันอย่างทันเวลาและทันท่วงที นั่นแหละจะทำให้เขาผู้นี้เป็นผู้ตื่นตัวอยู่เสมอ เป็นตัวของตัวเอง ทั้งสามารถปรับปรุงตัวเองได้ตลอดเวลาด้วย ในขั้นตอนต่อไปเขาก็ต้องมีความเป็นเลิศทางการพูดและการเขียน เป็นผู้กล้าแสดงออกบนพื้นฐานของความเป็นผู้รู้จริงและคิดอย่างมีเหตุผล ทั้งนี้เพราะเขาได้รับการปลูกฝังให้มีนิสัยรักการอ่านหนังสือซึ่งผ่านการฝึกสอนมาอย่างถูกวิธี และมันก็เกิดผลดีแก่เขาแล้ว จึงทำให้เขามีความมุ่งมั่นอย่างเปี่ยมล้น พร้อมที่จะเรียนหนังสือเพื่อแสวงหาสัจธรรมต่อไป(self-actualization) ปัญหาสังคมที่มนุษย์สร้างก็จะค่อยๆหมดไป และไม่เกิดขึ้นอีก แผนการณ์สร้างน้ำดีที่เป็นน้ำใหม่เพื่อขับไล่น้ำเน่าเป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์
ท้ายที่สุดนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อคุณได้ทราบทั้งเหตุและผลตั้งแต่ต้นจนจบ ดังที่ผมได้ลำดับความ และประมวลมาเป็นข้อเท็จจริงซึ่งนำเรียนให้คุณรับทราบแล้ว คุณคงจะร่วมมือให้การสนับสนุนการทำงานของผมได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยกรุณาช่วยอุดหนุนวิดีโอที่ผมผลิตเพราะนี่เป็นการปฏิวัติการเรียนการสอนภาษาไทยอย่างใหม่ให้แก่ลูกหลานคนไทย เพราะต่อไปเขาจะเป็นผู้กุมชะตาของชาติบ้านเมือง และชีวิตของพวกเรายามแก่ชรา ถ้าเราฝากสำนึกไทยไว้แก่เขา เพื่อให้เขามีจิตสำนึกที่ดี เราก็วางใจได้ว่าผลดีย่อมเกิดตามมา และอนาคตของประเทศชาติต้องปลอดภัย อารยธรรมไทยต้องรุ่งเรืองแน่นอน ถ้าคุณไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อเพื่อให้ลูกหลานใช้ การซื้อไปเพื่อบริจาคก็สมควรอยู่ ตามสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กยังมีอยู่มากแห่งซึ่งกำลังรอรับความศรัทธาจากดวงใจใฝ่กุศลของคุณ หากคุณทำได้ ผลบุญบังเกิดมีต้องตอบสนองแด่คุณจนสุดคณานับ เพราะคุณทำให้สังคมเย็นลงฉับไวเห็นได้ทันตา ด้วยความมีจิตเจตนาต้องการแก้ไขปัญหาของชาติที่ถูกจุดโดยแท้จริงนั่นเอง
ขอได้โปรดรับความปรารถนาดี


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
(นายกมล วิชิตสรสาตร์)

0 ความคิดเห็น: